โรเมลู ลูกากู กองหน้าของอินเตอร์ มิลาน ที่ยืมตัวกลับมาจากเชลซีออกมาเผยว่า เคยคิดว่าตัวเองจะได้เป็นฮีโร่ในสายตาแฟนๆ หลังจากกลับมาค้าแข้งในเวทีพรีเมียร์ ลีก เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว

          โรเมลู ลูกากู ยอมรับว่าเก็บ 'ความโกรธ' เอาไว้ภายใน ขณะเดียวกันก็เปิดใจเกี่ยวกับความล้มเหลวของเขาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และแผนการของเขาที่จะ 'แก้แค้น' ทั้งนี้ลูกากูกลับมาร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน อีกครั้งด้วยสัญญายืมตัว 2 ฤดูกาลในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากการย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 97.5 ล้านปอนด์เมื่อเดือน
สิงหาคมที่แล้วจบลงด้วยความหายนะ โดยกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมทำไปเพียง 8 ประตูในพรีเมียร์ ลีกในฤดูกาล 2021-22

 

         นักเตะวัย 29 ปีมีปัญหากับโธมัส ทูเคิล และทำให้แฟนๆ บางส่วนของสโมสรไม่พอใจ เมื่อเขาให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยแสดงความเสียใจต่อการย้ายกลับมาค้าแข้งในลอนดอนตะวันตก และเชลซีก็หวังว่าอินเตอร์ มิลาน จะเซ็นสัญญากับลูกากูหลังจากสิ้นสุดการยืมตัว โดยดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมได้พูดถึงการย้ายออก
จากเชลซีของเขาในการสัมภาษณ์ครั้งใหม่ โดยบอกกับ DAZN ว่า

          "ฤดูกาลที่เชลซีทำให้ผมมีแรงจูงใจพิเศษที่จะทำผลงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม" “ผมคิดว่าในหนึ่งปี ทุกคนลืมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ผมสามารถทำได้ในสนาม” "นั่นคือความโกรธในแบบนึงที่ผมมีในตัวผม ซึ่งตอนนี้ทีมเราก็มีเช่นกันหลังจากไม่ได้คว้าแชมป์ในปีที่แล้ว เราหวังว่าจะทำให้ดีขึ้นและนำบางอย่างกลับบ้านร่วมกัน" "หลายสิ่งหลายอย่าง [ผิดพลาด] ผมคิดมาก่อน ตอนที่ผมออกจาก [อินเตอร์] ว่าผมต้องการกลับไปแก้แค้นที่เชลซี เพราะตอนที่ผมยังเด็กนั่นคือทีมของเป็นเวลา 11 ปี"

 

          "ผมมีโอกาสกลับไปที่นั่นและคิดว่าผมจะเป็นฮีโร่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น" “ในเดือนมีนาคม เมื่อผมได้ยินว่ามีโอกาสที่จะกลับมาที่นี่ ผมไม่ได้พูดอะไร แต่ในช่วงท้ายฤดูกาลเราค่อยๆ ทำงานกันอย่างดีมากๆ กับสโมสร และผมสามารถกลับมาที่นี่ได้” “ผมมาใคร่ครวญก็ตอนสิ้นสุดฤดูกาลเท่านั้น ดังนั้นหลังจากเกมสุดท้าย ผมจึงคิดว่าสถานการณ์ของผมเป็นอย่างไร”

 

          ลูกากู ยังขอโทษแฟนบอลที่ออกมาโจมตีแทคติกของทูเคิล และบอกเป็นนัยว่าเขาไม่ต้องการย้ายจากอินเตอร์เพื่อกลับไปค้าแข้งกับสโมสรเชลซีอีก แปดประตูในพรีเมียร์ ลีก ของเขา คือผลงานที่ต่ำที่สุดในลีกตลอดเก้าฤดูกาลเต็มของเขาที่เคยค้าแข้งกับเวสต์บรอมวิช, เอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ว่าเวลาของเขาที่เชลซีดูเหมือนจะจบลงไปถาวรแล้ว แต่เขายังเหลือสัญญากับทีมที่เซ็นไว้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้วอีก 4 ปี ซึ่งต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะเป็นอุปสรรคในการย้ายทีมของเขาในภายภาคหน้าหรือไม่