มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล ออกมาเผยเป็นนัยๆ ว่า ได้ก๊อปปี้แนวทางของเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล หลังทัพเดอะ กันเนอร์ส ยืนยันการคว้าตัวกาเบรียล เชซุส มาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้

          ในที่สุด อาร์เซนอล ก็ประกาศคว้าตัว กาเบรียล เชซุส อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์ และเซ็นสัญญากัน 5 ปี ซึ่งทาง The Mirror รายงานค่าเหนื่อยของเขาอยู่ที่ 190,000 ปอนด์/สัปดาห์ นักเตะชาวบราซิลรายนี้ย้ายจากเอติฮัด สเตเดี้ยม มาอยู่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และมิเกล อาร์เตต้า กุนซือของเดอะ กันเนอร์ส ดูเหมือนจะตั้งความหวังกับการผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ไว้ที่ผู้เล่นที่เขารู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้วคนนี้ ทั้งคู่เคยใช้เวลาร่วมกันในแมนเชสเตอร์ขณะที่อาร์เตต้าทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า

          ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหวังว่าจะคุ้มค่ากับการรอคอย โดยเฉพาะแฟนๆ อาร์เซนอลที่รอคอยกองหน้าคนใหม่มาตั้งแต่ต้นปี การขับปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง พ้นจากทีมเมื่อเดือนมกราคมสร้างความช็อคให้กับทั้งสโมสร ก่อนที่เขาจะย้ายไปบาร์เซโลน่าในที่สุด ในช่วงตลาดซื้อขายเดียวกันนั้น เดอะ กันเนอร์ส เลือกที่จะไม่เซ็นตัวตายตัวแทนดาวเตะทีมชาติกาบองเข้ามา ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่จุดประกายให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักในตอนนั้น

          อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งเชซุส ทำให้ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการย้ายทีมที่ชาญฉลาดที่พวกเขาเลือกที่จะไม่เซ็นสัญญานักเตะมาเติมเต็มตำแหน่งของโอบาเมยองในแดนหน้า ในทางกลับกัน อาร์เตต้าเลือกที่จะรอและรอจนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้คนของเขามา โดยกุนซือชาวสเปนกล่าวเช่นนั้นหลังจากที่เชซุสเปิดตัวในฐานะผู้เล่นอาร์เซนอล “นี่คือตำแหน่งที่อยู่ในเรดาร์ของเรามาเป็นเวลานานแล้ว และเราได้ผู้เล่นที่เราต้องการแล้ว ดังนั้นผมมีความสุขจริงๆ” บอสปืนใหญ่กล่าว

          ความอดทนของอาร์เตต้านั้นคล้ายกันอย่างมากกับเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลซึ่งหลายครั้งเลือกที่จะปิดกั้นเสียงร่ำร้องจากแฟนๆ และบรรดานักวิเคราะห์เกมที่เอ่ยชื่อนักเตะออกมามากมาย แต่ในทางกลับกัน เขาพุ่งเป้าไล่ตามเป้าหมายเดียวที่เขามองว่าเป็นแคนดิเดตที่สมบูรณ์แบบสำหรับตำแหน่งที่ต้องการ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการซื้อกองหลังตัวกลางอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ผู้ซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของหงส์แดงในระยะหลังและมีบทบาทสำคัญกับความสำเร็จของทีม และทุกคนที่ อาร์เซนอลก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเชซุส จะเป็นหัวหอกในการนำความสำเร็จที่คล้ายคลึงกันมาสู่ลอนดอนเหนือ

          หลังการเปิดตัวกับอาร์เซนอล เชซุส ได้ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกกับทางสโมสรใหม่โดยเผยว่าเขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับอาร์เตต้าอีกครั้งหลังจากที่กุนซือชาวสเปนเป็นโค้ชให้เขาที่แมนฯ ซิตี้ โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการสนทนาล่าสุดของทั้งคู่ว่า “เราคุยสองสามครั้งเกี่ยวกับสโมสร, นักเตะ, โปรเจ็กต์ และอนาคต ผมเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ในตัวมิเกล ผมเคยมีช่วงเวลาที่ดีกับเขามาก่อน เขาเป็นคนดีมาก และเป็นโค้ชที่ดีมากด้วย" “เขาช่วยผมเยอะเลย [ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้] เราจะอยู่ด้วยกันเสมอหลังการฝึกซ้อมเขาเป็นคนฉลาดมากและเป็นผู้เล่นที่น่าทึ่ง ดังนั้น ถ้าเขารู้อะไรบางอย่าง เขาจะสามารถสอนผมหรือผู้เล่นดาวรุ่งได้”

          เชซุสยังระบุด้วยว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของเธียร์รี อองรี ตอนที่เติบโตขึ้นมา ในขณะที่ขนาดของสโมสรคือสิ่งที่ดึงดูดให้เขาเข้าร่วม “ผมติดตามอาร์เซนอลเมื่อตอนที่ผมยังเด็กเพราะ [เธียร์รี] อองรี” เขากล่าวเสริม “แน่นอน ผมไม่ได้ติดตามทีมในยุโรปมากนัก แต่เมื่อผมเห็นผู้เล่นบางคนที่เล่นที่นี่ ผมก็แบบ 'ว้าว สโมสรนี้ยิ่งใหญ่มาก' ตอนผมเล่นตรงข้ามอาร์เซนอล ผมก็จะดูเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมและมันเป็นสนามที่ดีมากๆ ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เล่นที่นี่” “ผมมีความสุขมากที่ได้เซ็นสัญญากับสโมสรใหญ่แห่งนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้ว่าผมจะได้เล่นให้อาร์เซนอล ผมก็มีความสุขมาก ผมรู้จักสตาฟฟ์ ผมรู้จักนักเตะบางคน นักเตะบราซิล ผมรู้ว่ามีนักเตะชั้นแนวหหน้าหลายคน พวกเขายังเด็กและผมยังเด็กเหมือนกัน ดังนั้นผมก็เลยมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่เพื่อช่วยทีม ผมมาเพื่อช่วยและก็เพื่อเรียนรู้เช่นกันและพยายามทำให้ดีที่สุด”
 

          นักเตะวัย 25 ปีใช้เวลาห้าปีครึ่งในเอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาคว้าถ้วยแชมป์รายการใหญ่ 11 รายการ รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ ลีกอีก 4 ครั้ง รวมแล้วเขาลงเล่นให้แมนฯ ซิตี้ 236 นัด ยิงได้ 95 ประตู “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้” เชซุสกล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายกับทางทัพเรือใบสีฟ้า “ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้เล่นที่ดีกว่าตอนที่ผมมาถึง และการคว้าแชมป์ 11 รายการนั้นยอดเยี่ยมมาก” “ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก 4 สมัยของผมนั้นพิเศษมากสำหรับผม” “ผมอยากขอบคุณทุกคนที่ซิตี้ ทั้งผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอล สำหรับการสนับสนุนที่พวกเขามอบให้ผมตลอด 5 ปีครึ่งที่ผ่านมา”