จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางทีมชาติอังกฤษของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ออกมาเผยว่า เพื่อนร่วมทีมของเขาโดนปฏิบัติราวกับคนดำมากกว่าเป็นคนอังกฤษหลังจากพลาดจุดโทษในทัวร์นาเมนท์ยูโร 2020 เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

          จู๊ด เบลลิงแฮม วิจารณ์แฟนบอลทีมชาติอังกฤษกรณีเหยียดผิวเพื่อนร่วมทีมอย่าง บูกาโย่ ซาก้า, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเจดอน ซานโช่ หลังเกมยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ทั้งสามคนถูกล่วงละเมิดทางโลกออนไลน์หลังจากรอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ ซึ่งพวกเขายิงจุดโทษไม่เข้าและทำให้ทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต พ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษตัดสินในเกมดังกล่าวซึ่งเป็นเกมที่ทัพสิงโตคำรามสามารถเข้าชิงรายการทัวร์นาเมนท์ใหญ่ครั้งแรกในรอบ 55 ปี และเบลลิงแฮมก็รู้สึกช็อคและเศร้าใจที่เหตุการณ์ออกมาแบบนั้น

          “คุณมองไปที่เส้นทางกว่าจะถึงรอบชิงชนะเลิศแล้วรู้สึกราวกับว่าประเทศของเราได้รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน” เบลลิงแฮมบอกกับ The Mirror "จากนั้นทันทีที่พวกเขาพลาดจุดโทษ พวกเขาก็ไม่ใช่คนอังกฤษซะงั้น แค่เป็นคนดำ ใครๆ ก็พลาดจุดโทษได้ ทุกคนสามารถผิดพลาดในสายงานของตนได้ แต่การถูกวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นพวกเขาเป็นมนุษย์คนนึงนะ" "พวกเขาทั้งหมดมีคาแรกเตอร์ที่ยอดเยี่ยม การเห็นเขาโดนลดระดับลงมาแบบนั้นมันน่าขยะแขยง ในฐานะเพื่อนร่วมทีม มันยากที่จะรับเพราะนั่นอาจเป็นผม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมพลาดจุดโทษ? คุณเป็นคนอังกฤษมาเจ็ดเกม แล้วจู่ๆ คุณก็กลายเป็นคนไม่สำคัญ"

          "ผมรู้ว่านี่เป็นส่วนนึงของพวกที่งี่เง่า และไม่ใช่ทั้งประเทศที่หันหลังให้กับพวกเขา ผมแน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนที่มากขึ้น แต่การสนับสนุนอย่างเดียวที่พวกเขาต้องการคือตอนพลาดจุดโทษ ไม่ใช่มาโดนเหยียดผิวที่พวกเขาได้รับหลังจากนั้น"

          เบลลิงแฮมยังเชื่อว่ามีความไม่สม่ำเสมอกันในเรื่องที่องค์กรทางฟุตบอลต่างๆ จัดการกับการเหยียดผิวเมื่อเทียบกับประเด็นอื่นๆ โดยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เขาถูกปรับ 34,000 ปอนด์โดยเอฟเอของเยอรมัน ฐานตั้งคำถามเรื่องการแต่งตั้งเฟลิกซ์ ซวาเยอร์ ให้ตัดสินในเกมที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ พ่ายแพ้ บาเยิร์น มิวนิค 3-2 โดยมิดฟิลด์ของดอร์ทมุนด์ได้อ้างถึงการโดนแบนหกเดือนก่อนหน้านี้ของซวาเยอร์เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวล็อคผลการแข่งขันและถูกตัดสินให้จ่ายเงินด้วยเหตุดังกล่าว แต่เขาอ้างว่ามันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเมื่อต้องรับมือกับการเหยียดผิว

          "ไม่ควรมีงานใดในโลกที่คุณสมควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเหยียดผิว" เขากล่าวเสริม "ผมจะไม่มีวันลืมครั้งแรกที่ผมได้รับข้อความจำนวนมาก สโมสรของผมรีบส่งคนมาส่งข้อความถึงผม และทำให้แน่ใจว่าผมไม่เป็นไรซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งมาก ผมมีเพื่อนร่วมทีมที่ส่งข้อความถึงผมและสมาชิกในครอบครัว" "แต่ผมไม่ได้รับอะไรจากเดเอฟเบ หรือเอฟเอ เลย และผมมักจะเปรียบเทียบกับตอนที่ผมพูดเกี่ยวกับผู้ตัดสินในเดือนธันวาคม พวกเขาติดต่อมาอย่างรวดเร็วเพื่อปรับเงิน ลงโทษผม และทำให้มันเป็นดราม่าใหญ่โตในสื่อ"

          "ผมได้เรียนรู้จากสิ่งนั้น ผมรู้ว่าอะไรที่ผมพูดได้และพูดไม่ได้ ผมรู้ว่าบางครั้งผมต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ แต่คุณรู้ไหม เมื่อคุณให้พลังงานแก่สิ่งนั้นมากกว่าสถานการณ์ที่ผมผ่านมา ผมก็เลยรู้สึกว่า 'บางทีเราอาจเป็นคนเดียวมั้ง บางทีพวกเขาอาจไม่สนใจ บางทีพวกเขาอาจไม่แคร์ และบางทีก็ขึ้นอยู่กับผมที่จะทำงานอย่างอิสระเพื่อส่งข้อความของเราออกไป"'

          หลังจากการโดนเหยียดผิวของผู้เล่นของเขาในยูโร 2020 เซาธ์เกต ที่ไม่พอใจเป็นอย่างมากได้ประณามผู้กระทำความดังกล่าวและตราหน้าว่าการกระทำของพวกเขาว่า 'ยกโทษให้ไม่ได้' “สำหรับ [ผู้เล่น] บางคนที่โดนล่วงละเมิดเป็นสิ่งที่ยกโทษให้ไม่ได้จริงๆ” เขากล่าว "ผมรู้ว่ามีจำนวนมากที่มาจากต่างประเทศ คนที่ติดตามสิ่งเหล่านั้นสามารถอธิบายได้  แต่ไม่ใช่ทั้งหมด" "มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราหนุนหลัง แต่เราเป็นไฟนำทางในการนำผู้คนมารวมกันในที่ๆ สามารถเชื่อมโยงกับทีมชาติได้ และทีมชาติก็ยืนหยัดเพื่อทุกคน และเพื่อให้การอยู่ร่วมกันต้องดำเนินต่อไป"

          และเบลลิงแฮมก็ยกย่องแนวทางของผู้จัดการทีมทีมชาติอังกฤษในการจัดการกับเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า "พูดตามตรง แกเร็ธ เซาธ์เกต ยอดเยี่ยมมาก" "เขามักจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นหัวข้อในการประชุมเมื่อรู้ว่าเรากำลังจะไป [ประเทศที่มีประวัติการเหยียดผิว] เราไปฮังการีหลังจากยูโรได้ไม่นาน และสิ่งเดียวกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เรารู้สึกพร้อมมากขึ้น เรารู้สึกได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเนื่องจากสิ่งที่แกเร็ธวางไว้ ในฐานะผู้เล่นผิวดำ คุณรู้สึกซาบซึ้งมากสำหรับสิ่งนั้น"