คอสตาส ซิมิกาส แบ็คซ้ายตัวสำรองของลิเวอร์พูลเปิดใจถึงสิ่งที่ขอเจอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงก่อนดวลจุดโทษตัดสินเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ เมื่อคืนที่ผ่านมา

         คอสตาส ซิมิกาส ฮีโร่ในการยิงจุดโทษของลิเวอร์พูล เปิดเผยว่าเขาขอเป็นคนยิงคนที่เจ็ดในการดวลจุดโทษตัดสินเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ เมื่อคืนที่ผ่านมา (เสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2565) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเลขนำโชคของเขาที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ทั้งนี้ซิมิกาส ไม่เคยยิงประตูในทีมชุดใหญ่ให้ลิเวอร์พูลมาก่อนเลย แต่แบ็คซ้ายรายนี้ใช้โอกาสที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนแอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในช่วงท้ายเกมมายิงจุดโทษผ่านมือเอดูอาร์ เมนดี้ และทำให้หงส์แดงชนะดวลจุดโทษ 6-5

         "มันเป็นเรื่องที่พิเศษมาก" ซิมิกาสกล่าว "ผู้จัดการทีมถามผมว่าอยากได้หมายเลขอะไร (ยิงเป็นคนที่เท่าไหร่) ผมก็บอกไปว่า 7 เขาก็ถามผมว่าทำไมเลือกไกลขนาดนั้น? ผมก็บอกไป (อีกครั้ง) ว่าผมอยากได้เลข 7" "และมันก็ให้โอกาสผมยิงเพื่อเอาชนะเกม ผมเลือกทางขวาและยิงเข้า ผมมีความสุขมากจริงๆ" "ผมไม่ใช่ 'สเกาเซอร์ที่เป็นชาวกรีก' แต่ผมคือ 'ชาวกรีกที่เป็นสเกาเซอร์' เราต้องฉลองกันในตอนนี้ แต่ในใจของเรายังมีเกมที่กำลังจะมาถึง เราต้องมุ่งมั่น 100% หากเราต้องการบรรลุเป้าหมายของเรา"

         แม้ว่าซิมิกาสจะรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นแชมป์เอฟเอ คัพ กับลิเวอร์พูล แต่เขาก็ยังอยากจะเตือนเพื่อนร่วมทีมว่าพวกเขายังเหลือการแข่งขันกันอีก 2 รายการ ได้แก่พรีเมียร์ ลีก และแชมเปี้ยนส์ ลีก “เราทุ่มเททุกอย่างอย่างแน่นอน” เขากล่าวเสริม “ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆ เราจะฉลองกันอย่างหนัก แต่พรุ่งนี้คือวันถัดไป เรายังมีอีกมากที่ต้องทำ เรามีเกมในพรีเมียร์ ลีก และเรามีนัดชิงชนะเลิศเกมสำคัญ”

         ลิเวอร์พูลจะกลับมาลงสนามอีกครั้งหลังจากชัยชนะในเวมบลีย์ด้วยการไปเยือนเซาธ์แฮมป์ตันในเกมพรีเมียร์ ลีก ในวันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 นี้ขณะเดียวกันก็ได้หวังว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับลุ้นแชมป์ลีกจะทำแต้มหล่นในเกมที่พวกเขาจะเจอกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันนี้ (อาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2565) ซิมิกาสย้ำว่าเพื่อนๆ ของเขาจะต้องโฟกัส 100 เปอร์เซ็นต์ ไปที่เกมพรีเมียร์ ลีก รวมไปถึงการคว้าชัยเหนือเรอัล มาดริดในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก

         ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 8 สมัย เท่ากับ เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ โดยพวกเขาเป็นรองเพียงแค่ อาร์เซนอล (14) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (12) เท่านั้น ส่วนเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล กลายเป็นผู้จัดการทีมคนที่สองในประวัติศาสตร์ ต่อจาก เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ทั้งแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี กับการคุมสโมสรเดียวในอังกฤษ