เจอร์เก้น คล็อปป์ เปรียบการคัมแบ็คของลิเวอร์พูลเหมือนเกมกับบาร์เซโลน่า พร้อมชมลูกทีมรายนึงเป็นพิเศษหลังเอาชนะบียาร์เรอัล เมื่อคืนที่ผ่านมา

           ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปเป็นครั้งที่ 10 ด้วยการคัมแบ็คที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ยืนยันว่าทำให้เขาคิดถึงตอนเจอกับบาร์เซโลน่า โดยทีมของคล็อปป์จะเจอกับกับเรอัล มาดริด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2565 นี้ หลังจากที่เอาชนะบียาร์เรอัล 3-2 ทำให้พวกเขาชนะไปด้วยสกอร์รวม 5-2 โดยนี่ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1985 ที่พวกเขาสามารถเอาชนะในเกมเยือนรอบรองชนะเลิศ และพวกเขาทำอย่างนั้นได้ก็ด้วยประตูจากฟาบินโญ่, ตัวสำรองหลุยส์ ดิอาซ และซาดิโอ มาเน่

          แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ปรากฏว่าลิเวอร์พูลตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-0 ในช่วงพักครึ่ง และดูเหมือนว่าความฝันในการไล่ล่า 4 แชมป์ของพวกเขาจะจบลงที่นี่ แต่คล็อปป์ได้ปรับเปลี่ยนบางอย่างด้วยการส่งดิอาซลงมาแทนดิโอโก้ โชต้า และพวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง ลิเวอร์พูลฟื้นขึ้นมาจากความตายในเกมกับบาร์เซโลน่าเมื่อปี 2019 และพวกเขาทำเช่นเดียวกันในเกมกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในรอบก่อนรองชนะเลิศยูโรป้า ลีก 2016 แต่ทั้งสองเกมนั้นพวกเขาทำได้ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมความสำเร็จเมื่อคืนที่ผ่านมา (อังคารที่ 3 พฤษภาคม 2565) จึงมีความหมายต่อคล็อปป์เป็นอย่างมาก

           คล็อปป์ผู้ไปถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งที่สี่ของเขากล่าวว่า "ผมดีใจมาก รู้สึกเหมือนเป็นครั้งแรก นี่คือรายการที่ดีที่สุดในโลก ผมชอบมันมาก และผมชอบสิ่งที่บียาร์เรอัลทำที่นี่พร้อมกับฝูงชนที่ผลักดันพวกเขา" “เกมดูเหมือนที่มันเป็นในครึ่งแรกและคนทั้งโลกกำลังจับตามองโดยคาดว่า 2-0 จะกลายเป็น 3-0 แต่เมื่อเราเล่นผ่านพวกเขาได้เป็นครั้งแรกและเข้าไปในพื้นที่ฮาล์ฟ-สเปซ ผมรู้ว่าเรามีโอกาส ผมไม่ชอบการเปรียบเทียบ แต่ใช่ มันเหมือนกับบาร์เซโลน่าและเกมอื่นๆ"

          ลิเวอร์พูลจะลงเล่นทุกเกมในปฏิทินฟุตบอลในฤดูกาลนี้ และคล็อปป์กล่าวว่า "ผมพูดอะไรกับพวกเขาในช่วงพักครึ่งเหรอ? เล่นให้ดีกว่าครึ่งแรก! เราแค่ต้องคงความนิ่ง ผมจะพูดอะไรได้ล่ะตอนนี้? โอกาสเดียวเท่านั้นที่จะชนะรอบชิงชนะเลิศคือการไปถึงที่นั่น" "เราเล่นมาหลายเกมแล้ว สามรายการและมันยังไม่จบ ผมรู้เรื่องราวเหล่านี้ ครึ่งแรกหลายคนอาจจะมีความสุขที่เราโดนน็อค มันยากที่จะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ 3 ครั้งแต่เราได้ทำให้มันเกิดขึ้นได้"

          คล็อปป์ ยังยกย่องการกลับมาของ 'จิตใจดั่งอสูรกาย' ของทีมหลังการคัมแบ็คของลิเวอร์พูลกับฟอร์มการเล่นในครึ่งหลัง “ก่อนเกม ผมบอกกับเด็กๆ ว่าผมต้องการอ่านพาดหัวข่าวว่า อสูรกายแห่งจิตใจ มาแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราพยายามจะชนะเกมตั้งแต่เริ่มเกม” คล็อปป์กล่าว “แต่ตอนนี้พาดหัวข่าวเป็นแบบนี้ เพราะคุณสามารถเห็นได้ว่าเรากดดันแค่ไหนในครึ่งแรก และกลับมาในครึ่งหลังหลังจากที่รู้สึกเหมือนกับว่าเด็กๆ เล่นมาแล้ว 500 เกม” “มันพิเศษมาก ผมไม่รู้ว่าภาษาสเปนจะพูดอย่างไร อาจจะเป็น 'เมนติดัด มอนสตรัวซา' แต่เราเป็นแบบนั้นในครึ่งหลัง”

          ส่วนการตัดสินใจส่งดิอาซแทนโชต้าในช่วงพักครึ่งนั้น คล็อปป์กระตือรือร้นที่จะเน้นย้ำว่าปัญหาของลิเวอร์พูลในครึ่งแรกนั้นมันลึกกว่าการถอดกองหน้าชาวโปรตุเกส

          “ผลกระทบมหาศาล แต่ผมไม่ชอบเรื่องนี้เพราะเรื่องต่อไปก็จะเป็นดิโอโก้ โชต้า คือปัญหา” คล็อปป์บอกกับ BT Sport เกี่ยวกับอิทธิพลของดิอาซที่มีต่อเกม “ซึ่งนั่นมันไม่จริง เรามี 11 ปัญหาในครึ่งแรก แต่เราต้องการนักเตะที่สดลงมา ผมต้องการโม (ซาลาห์) และซาดิโอ (มาเน่) ในแดนหน้าและด้านข้าง แต่ไม่ใช่ในสถานการณ์โอเพ่นเพลย์” “เราไม่ได้เป็นตัวเราเอง แต่เราก็เป็นตัวเองได้ในที่สุด หลุยส์ ช่างเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถยิงด้วยลูกจักรยานอากาศถ้าเขาเอาบอลลงมา แต่ฟอร์มการเล่นของนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”

          ทางด้านฟาบินโญ่ที่เป็นคนเริ่มต้นการคัมแบ็คเผยว่า "ผมคิดว่าทีมของพวกเขาทุ่มเททุกอย่างในครึ่งแรก เรารู้ว่า 15-20 นาทีแรกนั้นสำคัญมาก พวกเขาทำประตูได้ก่อนและแฟนๆ ของพวกเขาก็รู้สึกได้ พวกเขาสนับสนุนทีมและส่งเชียร์พวกเขาดังนั้นมันจึงยากสำหรับเรา แต่เราต้องลองเล่นฟุตบอลของเรา และผมคิดว่าเราทำได้ในครึ่งหลัง เรายิงได้สามประตูและผมคิดว่าเราน่าจะทำได้สี่ประตูด้วยซ้ำ"