ตามเจตนา "เจ้าสด" ฉัตร์ชัยเดชา นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทยวัย 36 ประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ หลังตกรอบ 8 คนสุดท้าย "โตเกียว 2020" ร่ำไห้สัญญากับลูกและภรรยาว่าจะนำเหรียญกลับไปฝาก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้

 ความเคลื่อนไหวของทัพกำปั้นไทยที่สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ (รอบ 8 คน) กีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น รวม 3 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นฟลายเวท 51 กก.หญิง รอบ 8 คน จุฑามาศ จิตรพงศ์ พบ บูเซ่ นาซ คาคิโรกลู (ตุรกี), รุ่นเฟเธอร์เวท 57 กก.ชาย ฉัตรชัยเดชา บุตรดี พบ ลาซาโร่ อัลวาเรซ (คิวบา) และ รุ่น 60กก.หญิง สุดาพร สีสอนดี พบ คาร์โรไลน์ ดูบัวส์ (สหราชอาณาจักร) ที่จะแข่งขันในวันที่ 3 ส.ค.นี้

 โดยล่าสุดสองนักชกไทยที่แข่งขันในวันเดียวกันคือ จุฑามาศ จิตรพงศ์ พ่าย  บูเซ่ นาซ คาคิโรกลู (ตุรกี) 0-5 ในขณะที่ ฉัตรชัยเดชา บุตรดี พ่าย ลาซาโร่ อัลวาเรซ นักชกคิวบา แบบค้านสายตา 2-3 และหลังการชก "เจ้าสด" ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ประกาศยุติเส้นทางการชกมวยเป็นที่เรียบร้อย ตามที่ได้เคยให้สัมภาษฌ์กับทางสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ว่าจะปิดฉากการรับใช้ชาติ เมื่อหมดภารกิจใน โตเกียว เกมส์ 

 "เจ้าสด" ฉัตร์ชัยเดชา กล่าวอย่างผิดหวังหลังการชกและพ่ายแพ้ให้นักชกคิวบาว่า ได้สู้อย่างเต็มที่แล้ว พร้อมกล่าวขอโทษพี่น้องชาวไทยที่ทำให้ผิดหวัง ตนเองได้พยายามทำอย่างสุดความสามารถแล้ว  ก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมา เมื่อพูดถึงครอบครัว โดยบอกว่าเจ้าตัวได้ให้สัญญากับภรรยา และลูกว่าจะนำเหรียญกลับไปฝาก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้ จึงรู้สึกเสียใจอย่างมาก และยืนยันว่าจะปิดฉากการชกมวยไว้เพียงเท่านี้

 "ไม่เสียใจเลยกับโอลิมปิกเกมส์หนนี้รวมถึงการชกในวันนี้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ชั่วโมงบินประสบการณ์พอๆ กันทำให้ทันกัน แต่ความเป็นคิวบาก็คือคิวบาเขายังมีสไตล์ที่รวดเร็วชกยาก มาถึงตรงนี้บอกเลยภูมิใจมากกับหน้าที่ของตัวเองที่ทำให้คนไทยมาเชียร์และมีความสุขในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่ขาดไม่ได้คือขอบคุณครอบครัวลูกและภรรยาที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดในยามที่มีทุกข์และสุขรวมถึงคนไทยทุกคนที่ตามเชียร์ให้กำลังใจทุกครั้งเวลาที่ขึ้นชก โอลิมปิกเกมหนนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของตนเพราะอายุมากแล้ว แต่เสียดายที่ไปไม่ถึงฝัน" ฮีโร่นักชกไทยกล่าวในที่สุด