ด้วยการแข่งขันที่มีวันละ 3 คู่ตลอด 12 วันในรอบแบ่งกลุ่ม จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะตามดูทุกคู่ เราจึงขอคัด 8 แมทช์ที่คิดว่าพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

              ยูโร 2020 ใกล้เข้ามาเต็มที โดยการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน การแข่งขันในปีนี้เริ่มต้นอีกครั้งด้วย 24 ทีมที่แข่งขันกันใน 6 กลุ่ม บางกลุ่มเต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอดอย่างเช่น กลุ่ม F ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น 'กลุ่มแห่งความตาย' (กรุ๊ป ออฟ เดธ) ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ ก็มีแมทช์ที่ต้องจับตาเช่นกัน ด้วยการเล่นสามเกมต่อหนึ่งวันเกือบในรอบแบ่งกลุ่ม คุณอาจไม่มีเวลาดูทุกแมทช์ ดังนั้นเราจึงได้เลือกเกมที่ต้องดู 8 เกมที่จะเกิดขึ้นระหว่างรอบแบ่งกลุ่มยูโร 2020

 

1) ตุรกี vs อิตาลี (ศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564)

              เริ่มต้นด้วยนัดเปิดสนามยูโร 2020 อิตาลีจะคิกออฟทัวร์นาเมนต์นี้ที่สนามสตาดิโอ โอลิมปิโก้ กับหนึ่งในม้ามืดในฤดูร้อนนี้อย่าง ตุรกี โรแบร์โต้ มันชินี่ อาจตัดสินใจแปลกๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้ รวมถึงการเลือกกองหน้าเพียงสองคนเท่านั้นร่วมทีมของเขาอย่าง ชีโร อิมโมบิเล่ และ อันเดรีย เบล็อตติ อย่างไรก็ตาม การเล่นต่อหน้าแฟนบอลของพวกเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ Italia ’90 ในการแข่งขันครั้งสำคัญ ทัพอัซซูรี่คงต้องมองหาชัยชนะในการแข่งขันนัดแรก แต่ตุรกีไม่ใช่ขนมที่จะเคี้ยวกันง่ายๆ เพราะพวกเขาสร้างทีมขึ้นมาด้วยรากฐานที่มั่นคง และด้วยแนวรุกอย่าง บูรัค ยิลมาซ ขุนพลเติร์กอาจรับมือได้ยากกว่าที่คิด

 

2) โครเอเชีย vs อังกฤษ (อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564)

              โครเอเชียและอังกฤษจะพบกันเป็นครั้งที่สี่ในรอบสี่ปีในการแข่งขันรอบแรกรายการนี้ ในการพบกันครั้งล่าสุดในเนชั่นส์ ลีก อังกฤษเป็นฝ่ายพลิกจากตามหลังกลับมาเอาชนะไป 2-1 ด้วยประตูของเจสซี่ ลินการ์ด และ แฮร์รี่ เคน ก่อนหน้านั้นทั้งสองฝ่ายเสมอกัน 0-0 ในเนชั่นส์ ลีก แต่โครเอเชียเอาชนะอังกฤษได้ในรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกปี 2018 อิวาน เปริซิช ตีเสมอให้โครเอเชียหลังคีแรน ทริปเปียร์ ทำประตูให้อังกฤษออกนำไปก่อน และเป็นมาริโอ มานด์ซูคิช ทำประตูชัยช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ใครจะทำได้ดีกว่ากันในยูโร 2020 ครั้งนี้?

 

3) อังกฤษ vs สก็อตแลนด์ (ศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564)

              เกมแรกที่คุณต้องดู โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนของทั้งสองชาติ คืออังกฤษ vs สก็อตแลนด์ สก็อตแลนด์ไม่ได้ลงเล่นในยูโรตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งพวกเขาแพ้อังกฤษในรอบแบ่งกลุ่มที่สนามเวมบลีย์ อังกฤษเอาชนะไปในครั้งนั้นจากประตูของอลัน เชียร์เรอร์ และพอล แกสคอยน์ โดยที่ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ พลาดจุดโทษให้กับสก็อต ในขณะที่ในความเห็นของคนส่วนใหญ่ อังกฤษเป็นต่อในการเจอกันในยูโร 2020 นี้ แต่แน่นอนว่าสก็อตแลนด์ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะคู่ปรับสำคัญที่พวกเขาไม่เคยเอาชนะได้เลยมาตั้งแต่ปี 1999 ทั้งคู่เผชิญหน้ากันล่าสุดในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก นัดแรกอังกฤษเอาชนะไปก่อน 3-0 แต่เสมอกันในการพบกันครั้งที่สอง 2-2 ทั้งสองเกมเล่นกันได้อย่างสนุกและมีบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมทั้งในและนอกสนาม และไม่ต้องสงสัยเลยว่าการแข่งขันในปีนี้ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน จะเป็นนัดที่ไม่ควรพลาดในรอบแบ่งกลุ่ม

 

4) ฝรั่งเศส vs โปรตุเกส (พุธที่ 23 มิถุนายน 2564)

              ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว กลุ่ม F คือ 'กรุ๊ป ออฟ เดธ' ของยูโร 2020 ทำไมน่ะเหรอ? เพราะนอกจากฝรั่งเศสและโปรตุเกสแล้ว ยังมีเยอรมนีและฮังการีอีกด้วย ฝรั่งเศสและโปรตุเกสต่างก็ถูกพูดถึงในฐานะตัวเต็งแชมป์ยูโร 2020 และก็มีความเป็นไปได้ที่จะลงเอยด้วยการที่ทั้งสองทีมได้ไปเจอกันในรอบชิงชนะเลิศในที่สุด? แน่นอนว่าฝรั่งเศสมีดาวดังมากมายรวมไปถึงอนาคตบัลลงดอร์อย่างคีเลียน เอ็มบัปเป้ ขณะที่โปรตุเกสเป็นแชมป์เก่ารายการนี้และยังเต็มไปด้วยนักเตะชั้นแนวหน้า เช่น รูเบน ดิอาส ของแมนฯ ซิตี้ และบรูโน่ แฟร์นันเดส ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดสองคนในพรีเมียร์ ลีกในฤดูกาลนี้ และถึงแม้จะมีอายุถึง 36 ปีแล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงสุดของเกมอยู่ นี่จะเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของโรนัลโด้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่หรือไม่? ทั้งสองฝ่ายนี้ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานพอสมควร พวกเขาเคยเผชิญหน้ากันในศึกยูโร 2016 รอบชิงชนะเลิศ โดยที่โปรตุเกสเป็นฝ่ายเอาชนะไปในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม แทนที่จะต้องรอดู 2 ยักษ์ใหญ่ฟาดฟันในรอบชิงฯ เราจะได้ดูสุดยอดเกมในรอบแบ่งกลุ่มแทน

 

5) เนเธอร์แลนด์ vs ออสเตรีย (พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564)

              เกมต่อไปที่คุณควรดูระหว่างรอบแบ่งกลุ่มคือ เนเธอร์แลนด์ vs ออสเตรีย แน่นอนว่าเนเธอร์แลนด์เป็นทีมที่จะได้รับการจับตามองตลอด 2-3 ปีข้างหน้า พวกเขาได้เริ่มสร้างทีมใหม่ในฤดูร้อนนี้ นักเตะยุคทองอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, เวสลีย์ สไนเดอร์ และอาร์เยน ร็อบเบน ต่างก็เลิกเล่นทีมชาติไปหมดแล้ว เนเธอร์แลนด์กำลังพยายามที่จะฉุดตัวเองออกมาจากวิกฤตภายในหลังจากที่พวกเขาไม่ได้เล่นทั้งยูโร 2016 และฟุตบอลโลกปี 2018 ที่รัสเซีย ขุนพลกังหันสีส้มได้หวนคืนสู่เวทีหลักระดับนานาชาติในศึกยูโร 2020 ครั้งนี้ พวกเขาทำได้ด้วยแข้งพรสวรรค์หน้าใหม่ซึ่งรวมถึงแฟรงกี้ เดอ ยอง, มัตไตจ์ส เดอ ลิกท์, ไรอัน คราเฟนแบร์ค, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และ ดอนเยลล์ มาเล็น และในขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้อยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างง่าย ดูเหมือนว่าออสเตรียน่าจะเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดของพวกเขา และน่าสนใจที่จะเห็นว่าทีมรูปโฉมใหม่ทีมนี้จะเป็นอย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ไม่มีเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค อยู่ในทีม

 

6) อิตาลี vs เวลส์ (อาทิตย์ 20 มิถุนายน 2564)

              หลังจากผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของยูโร 2016 ได้ แฟนบอลชาวเวลส์ต่างรอคอยที่จะได้เห็นทีมของพวกเขากลับมาลงสนามอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้ แกเร็ธ เบล กลับมาทำผลงานได้ดีที่สุดในช่วงสิ้นสุดสัญญายืมตัวกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นแข้งสำคัญของเวลส์อีกครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่เบลก็จะได้แรงเสริมจากแข้งเลือดใหม่อย่างเช่น แดเนียล เจมส์ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเดวิด บรูคส์ ของบอร์นมัธ สำหรับอิตาลีนั้น เช่นเดียวกับเนเธอร์แลนด์ที่สร้างทีมใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้พวกเขาอาจกลายเป็นม้ามืดที่มีโอกาสไปได้ไกลสำหรับยูโร 2020 ก็เป็นได้ อย่าประมาททัพอัซซูรี่เด็ดขาด ทีมของโรแบร์โต้ มันชินี่ คือส่วนผสมของแข้งที่เก๋าประสบการณ์อย่างชีโร อิมโมบิเล่ และมาร์โก แวร์รัตติ กับแข้งดาวรุ่งแห่งอนาคตอย่างนิโคโล่ บาเรลล่า, ลอเรนโซ่ เปเยกรินี่, เฟเดริโก้ เคียซ่า, จานลุยจิ ดอนนารุมม่า และมอยเซ่ คีน

 

7) โปรตุเกส vs เยอรมนี (เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564)

              โปรตุเกสไม่เคยเอาชนะเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ยูโร 2020 จะแตกต่างออกไปหรือไม่? ในการแข่งขันสี่นัดก่อนหน้านี้ เยอรมนีเอาชนะโปรตุเกสไปได้สี่ครั้ง นอกจากนี้ทัพอินทรีเหล็กยังมีชัยเหนือทัพฝอยทองในยูโร 2008 และ 2012 รวมถึงฟุตบอลโลกปี 2006 และ 2014 สกอร์รวมในการแข่งขันเหล่านั้นคือเยอรมนี 11 – โปรตุเกส 3 แต่คราวนี้โปรตุเกสดูเหมือนจะมีทีมที่ดีกว่าและยอดเยี่ยมกว่าเมื่อเทียบกับเยอรมัน แต่สิ่งนั้นจะเป็นจริงในสนามได้หรือไม่?

 

8) เยอรมนี vs ฝรั่งเศส (อังคารที่ 15 มิถุนายน 2564)

              นัดสุดท้ายที่ต้องดูในรอบแบ่งกลุ่มยูโร 2020 เป็นการปะทะกันของยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป เยอรมนีกับฝรั่งเศส ทั้งคู่เป็นสองทีมที่ดีที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และต่างอยู่ร่วมกลุ่ม F กับโปรตุเกสและฮังการี แม้ว่าฝรั่งเศสจะประสบความสำเร็จมากกว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถประมาทเยอรมนีของโยอาคิม เลิฟ ได้เลย และพวกเขาได้เรียกปราการหลังตัวเก๋าอย่าง โธมัส มุลเลอร์, มัทส์ ฮุมเมิลส์ และเจอโรม บัวเต็ง กลับมาสำหรับทัวร์นาเมนต์ฤดูร้อนนี้ หากเยอรมนีเอาชนะฝรั่งเศสได้ ก็จะทำให้รอบแบ่งกลุ่มนี้น่าสนใจที่สุด เพราะจะทำให้เจ้าของแชมป์โลกตกรอบแรกก็เป็นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาไม่สามารถเอาชนะโปรตุเกสได้ในเกมนัดสุดท้ายของกลุ่ม!!