ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงข้อความของลิโอเนล เมสซี่ ซุป'ตาร์ 6 บัลลงดอร์ของบาร์เซโลน่า ที่ส่งหาเป๊ป กวาร์ดิโอล่า หลังทีมเซ็นสัญญาซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาร่วมทีมเมื่อปี 2009

           อาจจะฟังดูแปลกๆ สักหน่อยในตอนนี้ แต่เชื่อมั้ยว่าตอนแรกลิโอเนล เมสซี่่ รู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกคุกคามเมื่อตอนที่ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เซ็นสัญญามาร่วมทีมบาร์เซโลน่าในปี 2009 โดยซลาตัน ที่ย้ายมาร่วมสโมสรแห่งคาตาลันหลังจากซัดไป 29 ประตูจาก 47 เกมให้อินเตอร์ มิลาน ในฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่นั่น ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในกองหน้าตัวเป้าที่ที่ดีที่สุดในโลกในขณะนั้น

           เช่นเดียวกับเมสซี่ แม้ว่าดาวเตะชาวอาร์เจนติน่าจะยังไม่ได้บัลลงดอร์ตัวแรกจาก 6 ตัวที่ได้จนถึงตอนนี้ และเป็นช่วงเวลา 2-3 ปีก่อนที่แฟนบอลจะถกกันว่าเมสซี่อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเปเล่และดิเอโก้ มาราโดน่า ในฐานะนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือบาร์ซ่าตัดสินใจโละซามูเอล เอโต้ ออกจากทีมในข้อตกลงแลกตัวที่เกี่ยวข้องกับอิบราฮิโมวิช โดยยอดทีมแห่งลา ลีก้ายังทุ่มเงินเพิ่มอีก 57 ล้านปอนด์สำหรับซูเปอร์สตาร์ชาวสวีเดนซึ่งตอนนั้นอายุ 27 ปี 

           และที่สุดแล้วก็กลายเป็นดีลที่กลายเป็นผลร้ายในสายตากวาร์ดิโอล่าที่มีปัญหากับซลาตัน เขาทำไป 22 ประตูจาก 46 เกมให้สโมสร และกุนซือชาวสเปนตัดสินใจส่งกองหน้ารายนี้ให้เอซี มิลาน ยืมตัวหลังจากค้าแข้งในคัมป์ นู แค่ 1 ฤดูกาล

           แต่ช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของอิบราที่บาร์ซ่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมสซี่หรือไม่? ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา  ‘I am Zlatan’ แข้งชาวสวีเดนเขียนเอาไว้ว่า: "(เป๊ป) ต้องการทำให้เมสซี่มีความสุข เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับผม" ซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นก็คือกวาร์ดิโอล่าเลือกที่จะให้เมสซี่ย้ายจากปีกขวามาเล่นในตำแหน่งตรงกลางของซลาตัน และแข้งชาวอเมริกาใต้ก็ตอบแทนด้วยการซัดไป 47 ประตูจาก 53 เกมระหว่างฤดูกาล 2009-10 

           กวาร์ดิโอล่าต้องการให้เมสซี่ "มีความสุข" อย่างไรในสายตาอิบราฮิโมวิช? นี่เป็นเพราะข้อความที่อดีตผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่าได้รับจากดาวเตะของเขาหลังจากการมาถึงด้วยเงินก้อนโตของซลาตันใช่หรือไม่? หนังสือเมื่อปี 2012 ที่ชื่อ 'The Messi Mystery' โดยเซบาสเตียน เฟสต์  และ อเล็กซ์ จิลลาร์ด อ้างว่าเมสซี่ที่รู้สึกกังวลได้ส่งข้อความหาเป๊ปขณะนั่งอยู่บนรถบัสของบาร์เซโลน่า โดยแม้จะไม่สามารถไปคุยกันตรงๆ แต่เมสซี่ได้พิมพ์ข้อความสั้นๆ เพื่อบอกความรู้สึกของเขาให้เจ้านายใหญ่ได้ทราบอย่างชัดเจน

           เบน เฮย์เวิร์ด นักเขียนเกี่ยวกับฟุตบอลชาวสเปนเขียนว่า “ถ้อยคำแบบเป๊ะๆ ของข้อความของเมสซี่นั้นไม่แน่นอน แต่ความรู้สึกนั้นตรงไปตรงมาประมาณว่า ‘ผมสามารถมองเห็นได้ว่า ผมไม่ได้มีความสำคัญต่อทีมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น…' ไม่เหมือนกับการเล่นที่สมบูรณ์แบบของเขาในสนาม เมสซี่ปล่อยประโยคดังกล่าวค้างไว้อย่างนั้น”

           หลังจากทำผลงานได้น่าผิดหวัง 2 ครั้งในช่วงต้นฤดูกาล 2009-10 เมสซี่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของเขาในสโมสรตอนนี้ที่มีซลาตันอยู่ในทีมเดียวกัน

           "การปรากฏตัวของอิบราฮิโมวิช, การเซ็นสัญญาของกวาร์ดิโอล่านั้นเป็นข่าวร้ายสำหรับลีโอ" หนังสือเล่มดังกล่าวระบุ "เมสซี่รู้ดีและเริ่มเผยความรู้สึกกับกับโค้ชที่อนุญาตให้เขาเล่นให้อาร์เจนตินาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่ง แต่ครั้งนี้เมสซี่ล้มเหลวที่จะสร้างความโดดเด่นในสองสามเกมและอิบราฮิโมวิชก็เล่นได้ดี ทันใดนั้นก็มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นสำหรับดาวเตะชาวอาร์เจนติน่า"

           ข้อความดังกล่าวทำให้กวาร์ดิโอลาซึ่งตระหนักถึงความสามารถพิเศษของเมสซี่อยู่เสมอต้องกลับมาคิดอีกครั้ง และมันอาจมีส่วนในการตัดสินใจย้ายเมสซี่มาเล่นตรงกลางทำให้ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนตินาเติบโตในบทบาทหมายเลข 9 ตัวหลอก ในทางกลับกันซลาตันกลับทำได้น่าผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฤดูกาลผ่านไปและได้ออกมาโจมตีโค้ชของเขาไม่นานหลังจากที่บาร์ซ่าพ่ายแพ้อินเตอร์ มิลาน ของโชเซ่ มูรินโญ่ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก

           "แกมันไม่มีไข่!" ซลาตันตะโกนใส่กวาร์ดิโอล่า “แกน่ะกลัวมูรินโญ่!” การทะเลาะกันครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอิบรากับบาร์เซโลน่า ในขณะเดียวกันเมสซี่ ต่อมาก็กลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสรและเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์