สมาคมฟุตบอลฯ ลงโทษแบน มาศพงษ์ พรหมยิ้มแย้ม ผู้ควบคุมเวลาฟุตซอล 2 เดือน หลังทำหน้าที่ผิดพลาด ไม่กดเสียงสัญญาณหมดเวลา จนทำให้ แบงค็อก บีทีเอส ยิงชนะ ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน 4-3


จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเกม ฟุตซอลไทยลีก 2020 นัดที่ แบงค็อก บีทีเอส ชนะ ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน 4-3 ซึ่งทางฝั่งผู้บริหาร "ม้าศึกลูกแม่โดม" ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ได้ทำหนังสือยื่นประท้วงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน รวมถึง จังหวะต่างๆในเกมนั้นรวม 5 กรณี

ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เรียกตัวแทนของทั้งสองสโมสร อย่าง ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน และ แบงค็อก บีทีเอส มาร่วมรับฟังข้อสรุปจากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งสรุปทั้ง 5 กรณี ดังนี้

1. ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ขอให้มีการเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน เนื่องจากเวลาแข่งขันหมดก่อนที่ผู้เล่นของสโมสรแบงค็อก บีทีเอสฯ ทำประตูที่ 4 โดยจากป้ายสกอร์บอร์ดแสดงเวลาแข่งขันได้หมดเวลาลงกอนที่จะมีประตูเกิดขึ้น

บทสรุปคือ จากรายงานการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสินฯ ได้ประชุมจำนวน 2 ครั้ง โดยคณะทำงานมีความเห็นว่า 

1.1 ลงโทษ นายมาศพงษ์ พรหมยิ้มแย้ม ผู้รักษาเวลา ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด เนื่องจากให้ ข้อมูลเรื่องเวลาผิด จึงทำให้การตัดสินใจของผู้ตัดสินผิดพลาด และมีผลต่อการแข่งขัน มีความผิดตามบทลงโทษหมวดที่9 ลักษณะโทษ ข้อ 57 (8) ให้พักการปฏิบัติหน้าที่2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2563 ถึง วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 

1.2 ลงโทษ นายยุทธกร ไม้เกตุ ผู้ตัดสินที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เนื่องจากผู้ตัดสินนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่สามารถดูเวลาในสกอร์บอร์ดได้ แม้ว่าจะมีความบกพร่องอยู่บ้างก็ตาม แต่ถือว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริตที่ไม่ได้เกิดโดยตรงจากผู้ตัดสิน มีความผิดตามบทลงโทษหมวดที่ 9 ลักษณะโทษ ข้อ 57 (1) ตักเตือน 

1.3 ลงโทษ นายจิรภัทร เอี่ยมอำนวย ผู้ตัดสินที่ 2 บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ละเอียดรอบคอบทำนองเดียวกับผู้ตัดสิน มีความผิดตามบทลงโทษหมวดที่ 9 ลักษณะโทษ ข้อ 57 (1) ตักเตือน 

1.4 ลงโทษ นายอภิสิทธิ์ เจะเละ ผู้ตัดสินที่ 3 บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ละเอียดรอบคอบทำนองเดียวกับผู้ตัดสิน มีความผิดตามบทลงโทษหมวดที่ 9 ลักษณะโทษ ข้อ 57 (1) ตักเตือน 

1.5 นายประเสริฐ ครุธศรี ผู้ประเมินผู้ตัดสิน ไม่มีความบกพร่องในปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีหน้าที่คือการประเมินผลการตัดสินหลังจากจบการแข่งขัน

ขณะที่ประเด็นอื่นๆที่ ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ยื่นประท้วงเข้ามา ทั้งกรณีขอให้มีการเปลี่ยนผลการแข่งขันจากประตูสุดท้ายที่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการตัดสิน ต้องกระทำก่อนที่จะมีการเริ่มเล่นใหม่หรือก่อนการสิ้นสุดการแข่งขัน และก่อนออกจากสนามแข่งขัน ในกรณีดังกล่าวผู้ตัดสินได้ให้เป็นประตูและสิ้นสุดการแข่งขันไปแล้ว จึงไม่สามารถกลับคำตัดสินและเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้ประกอบกับตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลลีกอาชีพ รายการฟุตซอลไทยลีก พ.ศ.2563 หมวดที่7 กฎ กติกา และระเบียบการแข่งขัน ข้อ 7.9 ห้ามไม่ให้ประท้วงผลการแข่งขัน

ส่วนกรณีอุทรธ์โทษใบเหลือง-ใบแดง ของ โตต้า ผู้เล่นธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน คณะทำงานมีความเห็นว่า ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว ไม่มีความผิดใดๆ ส่วนประเด็นที่ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ยื่นประท้วงกรณีผู้รักษาประตู แบงค็อก บีทีเอส เข้าสนามทำให้มีผู้เล่น 6 คน คณะทำงานมีความเห็นว่าผู้ตัดสินมีความผิด ลงโทษภาคทัณฑ์ นายจิรภัทร เอี่ยมอำนวย ผู้ตัดสินที่ 2 และ นายอภิสิทธิ์ เจะเละ ผู้ตัดสินที่ 3

ส่วนอีกประเด็นที่ จรูญเดช หมื่นเที่ยง สโมสรธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ทำแฮนด์บอล ซึ่งทางธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน ยื่นอุทรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของผู้ตัดสิน ทางคณะทำงานระบุว่า ผู้ตัดสินทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว

ขณะที่ประเด็นสุดท้ายที่มีการเล่นนอกเกมระหว่าง หัสดี มักเชียว ผู้รักษาประตู แบงค็อก บีทีเอส กับ เปาโล บาร์โบซ่า ของ ธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน คณะทำงานมีความเห็นว่า ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว ทำให้การร้องเรียนของสโมสรธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน เป็นผล 2 กรณีให้สมาคม คืนเงินประกันจำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)และไม่เป็นผล 3 กรณี ให้สมาคม ริบเงินประกันจำนวน 15,000 บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)