โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ออกมารำลึกถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมของเขา และประตูสุดปริศนาที่ยังคงคาใจมาจนถึงทุกวันนี้กับลิเวอร์พูล

              โชเซ่ มูรินโญ่ ยังคงถูกตามหลอกหลอนจากความล้มเหลวในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีม เรอัล มาดริด

              เรอัล มาดริด คว้าถ้วยแชมป์ยุโรปมาครองถึง 13 สมัย แต่มูรินโญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จดังกล่าวแม้ว่าจะเคยพายักษ์ใหญ่แห่งลา ลีก้า เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ได้ 3 ฤดูกาล ติดต่อกัน แน่นอนว่า กุนซือของท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เคยคว้าแชมป์รายนี้กับปอร์โต้ และ อินเตอร์ มิลาน แต่ความผิดหวังในถ้วยบิ๊กเอียร์กับมาดริดยังเป็นหนามยอกสำหรับตัวเขา

              และเขายังจดจำค่ำคืนนึงได้ดีเป็นพิเศษในฐานะ 'ช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด' ในชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมของเขา นั่นก็คือการดวลจุดโทษแพ้บาเยิร์น มิวนิก เมื่อฤดูกาล 2011/12ดยฤดูกาลก่อนหน้านั้น เป็นฤดูกาลแรกของมูรินโญ่กับการตำแหน่งกุนซือที่มาดริด และในที่สุดก็เป็นบาร์เซโลน่าที่คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครองในปีนั้น 

              ระหว่างฤดูกาลสุดท้ายที่มูรินโญ่คุมทีมนั่นก็คือ 2012/13 ทีมของเขาไม่ได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศเพราะพ่ายแพ้ให้กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่ความพ่ายแพ้เมื่อปี 2012 ให้กับบาเยิร์นยังคงติดอยู่ในใจกุนซือวัย 57 รายนี้ เพราะเขาเชื่อว่า เขามีทีมที่ดีที่สุดในยุโรปในตอนนั้น ซึ่งที่สุดแล้วยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีก้าก็พ่ายแพ้ให้กับเชลซีใน
รอบชิงฯ และตัวมูรินโญ่เชื่อว่า เขาสามารถนำเรอัล มาดริด คว้าชัยชนะเหนือทีมเก่าของเขาได้

 

              "ถ้าผมต้องเลือกช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ก็คือการตกรอบกับมาดริด" มูรินโญ่กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Sic ของโปรตุเกสที่รายงานโดยมาร์ก้า "เราเป็นทีมที่ดีที่สุดในยุโรปโดยไม่ต้องสงสัย เราคว้าแชมป์ลา ลีก้า ด้วยการทำลายสถิติทั้งหมดในเรื่องคะแนนและจำนวนประตูและเราผมไม่สงสัยเลยว่า เราจะชนะในนัดชิงครั้งนั้น"

              คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้มาดริดกลายเป็นฝ่ายคุมเกมในการแข่งขันครั้งนั้นด้วยการยิง 2 ประตูในเลกที่ 2 ทำให้สกอร์รวมขึ้นนำ 2-1 แต่อาร์เยน ร็อบเบน ตีเสมอให้บาเยิร์นและทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน และเป็นบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่ยิงจุดโทษปิดท้ายของทัพเสือใต้หลังจากมานูเอล นอยเออร์ เซฟลูกยิงของโรนัลโด้และกาก้า ได้ 

              "และที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผมก็คือเราเลือกคริสเตียโน่ โรนัลโด้, กาก้า และเซร์คิโอ รามอส สำหรับรอบนั้น" "พวกเขาเป็นเครื่องการันตีในการจุดโทษและเป็นพวกเขาเหล่านั้นผู้ที่ไม่เคยพลาดแต่ก็มาพลาดจนได้"    

             มูรินโญ่ยังจำอีกช่วงเวลาในรอบรองชนะเลิศรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005 ตอนที่ทีมเชลซีของเขาตกรอบด้วยน้ำมือของลิเวอร์พูล ซึ่งต้องขอบคุณลูกยิงที่ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสเรียกว่า "ประตูผี" โดยครั้งนั้นหลังจากแข่งกันไป 3 นาที ประตูเดียวของเกมก็เกิดขึ้น เมื่อมิลาน บารอส ได้บอลจากสตีเว่น เจอร์ราร์ด ก่อนพยายามดีดบอลข้ามหัวปีเตอร์ เช็ก นายประตูเชลซี ที่ออกมาบล็อคลูกจนบารอสล้มลงและเจ้าตัวร้องเอาจุดโทษ ผู้ตัดสินกำลังจะชี้ไปที่จุดโทษ แต่เป็นหลุยส์ การ์เซีย ที่วิ่งเข้ามาดีดบอลเข้าไปที่กลางประตู ทันใดนั้น วิลเลี่ยม กัลลาส ปราการหลังของเชลซี ก็วิ่งมางัดบอลออกจากหน้าประตู แต่ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นประตูเพราะมองว่าข้ามเส้นประตูไปแล้ว โดยที่ต่อมากองกลางของลิเวอร์พูลเผยว่าเขามั่นใจว่ามันข้ามเส้นไปแล้วตอนที่วิ่งไปดีใจ และในขณะที่เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาลนั้น ประตูชัยของการ์เซียก็ขับเคลื่อนลิเวอร์พูลไปสู่ความรุ่งโรจน์ในเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่มูรินโญ่ยืนกรานว่าลูกนั้นจะไม่เป็นประตูหากมีเทคโนโลยีโกล-ไลน์อย่างในปัจจุบัน

              "มันเป็นนัดกับลิเวอร์พูลกับประตูที่หากมี VAR อย่างทุกวันนี้แล้วก็จะไม่เสียประตู" เขาเล่า "แต่กับมาดริดมันเจ็บมากกว่า มันหนักกว่า"

              ฤดูกาลก่อนหน้านั้น มูรินโญ่นำปอร์โต้คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ราวกับความฝัน และเขาเผยว่า เขามองว่านั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขา

              “เราใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ แต่ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมจะเลือกการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ปอร์โต้” อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าว "การคว้าแชมป์รายการนั้นกับทีมโปรตุเกสนั้นมีรสชาติที่พิเศษ และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีทีมโปรตุเกสทีมไหนคว้ามาได้เลย และเราไม่รู้ว่าเราจะคว้าแชมป์ดังกล่าวได้อีกเมื่อไหร่"