เปิดคำแถลงของ 3 ประธานสโมสร ก่อนที่ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ จัดหนักประกาศมอบเงิน 16 ล้านบาทให้กับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เอาไปจัดการเรื่อง VAR ให้ได้ใช้กันครบทุกทีม

เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา(19 ส.ค. 63) สโมสรการท่าเรือ เอฟซี, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3 ทีมในศึกไทยลีก1 จัดงานแถลงข่าวคัดค้านการยกเลิกใช้ VAR ในศึกไทยลีก ณ ห้องซาลอนบี ชั้น2 โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพฯรัชดา (ห้วยขวาง)

ภายในงานมีประธานสโมสรของทั้งสามทีมมาร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี, ขจร เจียรวนนท์ ประธานสโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด และ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

โดยก่อนเริ่มงานแถลงข่าวไม่ถึง 1 ชั่วโมง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้มีประกาศออกมาแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ VAR ผ่านเพจ FA THAILAND ว่า สโมสรสมาชิกที่มีความประสงค์จะขอใช้​ VAR​  และยินดีออกค่าใช้จ่ายเองจะยังสามารถทำได้ และขอให้สโมสรแจ้งรายละเอียดนัดที่จะใช้ให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทราบภายในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้  เพื่อสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ​ จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและขออนุมัติจากทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติต่อไป

โดยทางด้าน "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี กล่าวในงานแถลงข่าวมีใจความว่า

"เมื่อวานที่เราส่งข่าวว่าจะมีการแถลงข่าวเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยเรื่องการยกเลิกใช้งานวีเออาร์ในศึกไทยลีก ที่แจ้งมาเมื่อเวลา 16.50 น. ต่อมาเมื่อตอนเช้าวันนี้ก็มีการประกาศแก้ว่าจะอนุญาตให้สโมสรที่พร้อมออกค่าใช้จ่ายเองได้ใช้วีเออาร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแถลงประกาศภายในเวลาแค่ไม่ถึง 14 ชั่วโมง "

"ด้วยความเคารพ จากการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 59 แป้งได้ลงคะแนนเสียงเลือกท่านนายกสมยศ ซึ่งก็ได้คะแนนเสียงชนะไป 62 เสียง ขณะที่ อ.ชาญวิทย์ ผลชีวิน ได้คะแนนไป 4 เสียง จากนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 63 แป้งในฐานะหนึ่งเสียงของสโมสรการท่าเรือ ก็ได้เลือก พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เพราะมีความเชื่อว่าท่านจะนำพาสมาคมฟุตบอลฯไปสู่จุดมุ่งหมายที่เป็นจุดหมายร่วมกันของคนไทยและสโมสรสมาชิก การแถลงข่าววันนี้ไม่ได้มีประสงค์ที่จะล้มล้างแต่อย่างใด"

"จากเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แป้งคิดว่าการพูดครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และพูดด้วยความเคารพ ไม่ได้พูดเพื่อทำลาย อาจะมองว่า VAR เป็นเรื่องเล็ก แต่มันโดนหัวใจของคนทำฟุตบอล สำหรับแป้งแล้วพร้อมจ่ายแม้กระทั่งไปเยือน เพราะการไปเยือนเราไม่เคยตีว่าทีมไหนเป็นทีมใหญ่หรือทีมเล็ก"

"การมาพูดวันนี้อย่าได้โกรธกันเลย แป้งพูดเพื่อจะให้สร้างสรรค์ เพราะแป้งเป็นหนึ่งเสียงที่เลือกพี่อ๊อดมาทั้งสองสมัย และเป็นหนึ่งเสียงที่พูดตรงไปตรงมา และอีกอย่างแป้งไม่ได้มีส่วนได้เสีย เพราะแป้งไม่ได้เป็นกรรมการของสมาคมฯ ด้วยความเคารพแป้งอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่ปี 2551 ทุกท่านก็เห็นแล้วว่าทำตั้งแต่ฟุตบอลหญิงไปบอลโลก 2 สมัย มาทำการท่าเรือฯ ทุกคนก็คัดค้านว่าทำไม่ได้ แต่แป้งก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มาทำท่าเรือฯเพื่อที่จะนำท่าเรือฯไปสู่จุดหมายในการลงเล่นการเมือง เพราะฉะนั้นในการพูดวันนี้คือการพูดจากใจจริงของคนคนหนึ่งที่รักในวงการฟุตบอลไทย"

"วันนี้อาจจะมีกระแสโจมตีว่าแล้วสโมสรเล็กที่ไม่มีเงินจ่ายค่า VAR จำนวน 82,000 บาท จะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วแป้งเป็นสปอนเซอร์สมาคมกีฬาฟุตบอลไทยฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก แต่ก็สนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งส่วนนั้นถือเป็นการสนับสนุนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย มาปีนี้เราได้มีการคุยกับสมาคมฯว่าเมืองไทยประกันภัย จะจ่ายเงินลดลงจาก 20 ล้านเหลือ 16 ล้านบาท ซึ่งจริงๆตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ให้เหมือนกัน เพราะว่าบริษัททุกคนก็อยากจะเก็บเงินเอาไว้ แต่วันนี้พูดออกสื่อเลยว่าเอาไปเลย เพื่อเอาไปใช้ในส่วนการจัดการVAR ถ้าเงินจำนวนนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกทีมได้ใช้ VAR และกันเรื่องที่ว่าทีมที่มีเงินเอาเปรียบทีมที่ไม่มีเงิน เพราะสำหรับเราทุกทีมมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันไม่ว่าจะลีกไหน เพราะฉะนั้นเอาเงินจำนวนนี้ไปได้เลย แต่ขอให้ชี้แจงมาว่าเอาไปใช้ในเรื่องการทำ VAR ให้กับทุกสโมสร"

ทางด้าน ขจร เจียรวนนท์ ประธานสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เผยว่า

"ผมพูดตรงๆเลยว่าผมรับไม่ได้กับการยกเลิกVAR การพัฒนาลีกไทยนั้นสำคัญมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาคมฯ และหนึ่งในการพัฒนาลีกไทยให้เท่าระดับสากลนั้น VAR สำคัญมาก ซึ่งเราเองก็มาถูกทาง สมาคมฯได้มีการพัฒนาผู้ตัดสิน และศึกษาVARจนพร้อมทุกอย่าง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ทุกทีมได้ใช้ VAR เพราะทุกนัดทุกคะแนนมันสำคัญ ไม่มีคำว่าทีมเล็กทีมใหญ่ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะใช้ VAR ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดสำคัญว่าลีกไทยได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว เราจะไม่ถอยหลัง"

"เมื่อช่วงเช้าทางสมาคมฯได้ออกข่าวบอกว่าจะอนุญาตให้ใช้ VAR ได้แล้ว สำหรับเกมที่สโมสรพร้อมจ่าย แต่จริงๆผมก็ว่ามันยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือทุกทีม ไม่ว่าจะทีมเล็กทีมใหญ่ จะต้องได้ใช้ VAR เพราะทุกนัดทุกคะแนนต่างมีความหมายทั้งหมด พอเรามีการใช้ VAR เราก็จะได้เป็นที่ยอมรับว่าบอลไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการพัฒนาทางด้านเทคนิค ซึ่งมันจะเป็นอีกหนึ่งในการยกเรตติ้งของบอลไทยให้ขึ้นมา ผมก็หวังว่าในอนาคตลีกไทยจะมีเรตติ้งที่สูง เพื่อที่จะได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่สูงขึ้น อันนี้คือเป้าหมายเพื่อที่จะได้มีงบประมาณเข้ามาช่วยทุกสโมสร"

ขณะที่ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เผยว่า

"ย้อนไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เมืองทองฯ มีการยื่นประท้วงการตัดสิน 5 ครั้ง และชนะการประท้วงมาเกินครึ่ง ซึ่งเรามองว่าในหลายๆครั้งที่เราประท้วงสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้มีผลกับการแข่งขันที่จบไปแล้ว เพราะฉะนั้นการมี VAR จะเห็นชัดเจนว่ามันจะช่วยให้วงการฟุตบอลพัฒนาไปได้ ส่วนประเด็นอื่นๆก็มีเรื่องของการบริหารงานของสมาคม เพราะมองว่าควรจะเรียกตัวแทนของทุกสโมสรในทุกลีกเข้ามาคุยกัน เพื่อที่จะได้มาระดมความคิดและช่วยกันหาทางออก"

"ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับสมาคมฯในเรื่องการพักลีกคือวันที่ 14 เมษายน ตอนนี้ลีกจะเริ่มอยู่แล้วยังไม่มีการพูดคุยเพิ่มเติมอะไร มีแต่การประกาศออกมาจากการประชุมกันเองในสมาคม ซึ่งอย่างที่เห็นว่าการประกาศมันไม่มีความแน่นอน เพราะมันเป็นการที่สมาคมฯประชุมและตัดสินออกมาเอง ซึ่งเราเป็นหนึ่งในสมาชิกก็น่าจะมีการเรียกเข้าไปคุยกัน อย่างในหลายๆลีกเขาก็จะมีการเรียกตัวแทนสโมสรเข้าไปประชุมเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องต่างๆ เราอยากให้ฟุตบอลไทยพัฒนาและเติบโต จากงบประมาณที่สมาคมฯได้ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ปีนี้ที่อาจจะมีประเด็นเรื่องโควิด-19 เข้ามา มันก็น่าจะมีงบพอที่จะพัฒนาวงการไปได้มากขึ้น ยิ่งถ้าเกิดข่าวเรื่องการประมูลลิขสิทธิ์อีก 8 ปีข้างหน้ามีคนเซ็นสัญญาแล้วเรียบร้อยเป็นเรื่องจริง ผมคิดว่าในยุคสมัยต่อๆไปก็จะมีเงินมากกว่าเดิมเพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลให้เจริญก้าวหน้าไปมากกว่าเดิม"