เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังจอมแกร่งของลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ออกมาเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาบอกปฏิเสธแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ก่อนเลือกย้ายมาค้าแข้งที่แอนฟิลด์

            เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ได้เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการโน้มน้าวให้เขาเข้าร่วมทีมลิเวอร์พูลท่ามกลางความเย้ายวนใจในการย้ายไปร่วมทีมคู่ปรับอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้และเชลซี ตอนที่ปราการหลังจอมแกร่งที่ตอนนั้นยังเป็นของเซาธ์แฮมป์ตัน ตกลงที่จะย้ายลิเวอร์พูลในเดือนธันวาคม 2017 นั้น แมนฯ ซิตี้ ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นจ่าฝูงของตารางพรีเมียร์ ลีกด้วยสถิติชนะ 19 นัดและเสมอ 1 นัดจาก 20 เกมในขณะที่เชลซีของอันโตนิโอ คอนเต้ อยู่อันดับ 3

           'หงส์แดง' นั้นเป็นอันดับที่ 4 แต่ตามหลังจ่าฝูงไกลสุดกู่ถึง 20 คะแนนหลังจากผ่านไปเพียง 20 นัด ในขณะที่เชลซีนั้นมี 4 คะแนนนำทีมของคล็อปป์ ปัญหาของลิเวอร์พูลชัดเจน ก็คือการป้องกันของพวกเขา พวกเขาเสียประตูมากกว่า 3 ทีมที่อันดับเหนือกว่าอย่างน้อย 7 ลูกโดยมากกว่าแมนฯ ซิตี้ถึง 9 ลูก ซึ่งรวมถึงความพ่ายแพ้ของพวกเขาต่อทัพเรือใบ 5-0, แพ้ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 4-1 ในขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาทิ้งความได้เปรียบของตัวเองไปเมื่อทำได้เพียงเสมอ เซบีย่า 3-3 ทั้งๆ ที่นำไปก่อนสามลูกในครึ่งแรก

           ผลจากการเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมของดัตช์แมนรายนี้นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมด้วยสถิติสโมสรคือ 75 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูหนาวปี 2018 ทำให้ลิเวอร์พูลมีแนวรับที่แน่นปึ้กที่สุดในลีกสูงสุดของอังกฤษ ช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลที่แล้ว และพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ แต่อะไรๆ มันอาจแตกต่างกันอย่างมาก และฟาน ไดจ์ค ให้เครดิตคล็อปป์สำหรับการโน้มน้าวใจให้เขาเลือกแอนฟิลด์เหนือเอติฮัดหรือสแตมฟอร์ด บริดจ์

           “ผมมีโอกาสไปที่เชลซีและแมนฯ ซิตี้“ ฟาน ไดจ์ค เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ PFA เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ยอมรับกับนิตยสารของฮอลแลนด์อย่าง Voetbal International “เมื่อคุณเปรียบเทียบสโมสรต่างๆ คุณจะดูที่ประวัติศาสตร์, เมือง, ทีมในปัจจุบัน, แผนการของพวกเขาในอนาคตอันใกล้” “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณมองคือผู้จัดการทีม และเจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเลือกให้ลิเวอร์พูล" “คล็อปป์ มีบางสิ่งที่พิเศษ พลังงานของเขา? ภาพรวมของเขา?" "บางครั้งผมก็นั่งและคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขามีมากกว่าคนอื่น" "ผมคิดว่ามันคือการจัดการคนของเขา ทุกวันนี้นั่นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าอะไรในวงการฟุตบอล" "คล็อปป์ให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมกับคุณ เขามีความสุขอย่างแท้จริงเมื่อคุณเดินเข้าไปในคลับในตอนเช้า" “มันอาจฟังดูงี่เง่านะ แต่นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้คุณในฐานะผู้เล่น” “เขากอดผู้เล่นทุกคนหลังเกม มันอาจเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่มันรู้สึกดีสำหรับผู้เล่นทุกคน” “และในวันถัดไป เขาสามารถวิจารณ์คุณอย่างรุนแรงต่อหน้าทีมในการฝึกซ้อม” “แต่แล้วคุณก็ยอมรับเช่นกันเพราะคุณรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ด้วยวิธีนี้เขาสามารถเรียกร้องอะไรจากเราได้มากมาย”

           ตอนนี้ ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ คว้ามาได้ 4 แชมป์นับตั้งแต่มาร่วมทีมลิเวอร์พูลเมื่อสองปีครึ่งที่ผ่านมาและหวังว่าจะได้เก็บแชมป์ไปเรื่อยๆ ในฤดูกาลหน้า และเขายืนยันว่ากุญแจสู่ความสำเร็จของสโมสรแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ในสนามนั้นมาจากความต้องการหรือการเรียกร้องของคล็อปป์

           “เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการฝึกซ้อมของเขา (คล็อปป์) วิธีที่เขาทำให้เรามีความฟิตมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง” “ผมเรียกมันว่าสไตล์เยอรมัน, วิ่ง, วิ่งและวิ่ง” “และเมื่อคุณคิดว่าคุณทำเสร็จแล้วก็วิ่งอีก ไม่เคยเลยในชีวิตผมที่จะต้องซ้อมหนักขนาดนี้” “ผมจำได้ตอนซ้อม 3 ครั้งต่อวันในฝรั่งเศส ไม่มีสื่อ, ไม่มีแฟนๆ, มีแค่ตัวเราเองเท่านั้น“ “และเหนือกว่าการทำงานหนักทางกายภาพของเรา เรายังได้รับการฝึกฝนในตอนประชุมทีมด้วยการพูดคุยทางแทคติก สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด” “ในที่สุดเมื่อผมกลับถึงบ้านผมก็หมดแรงโดยสิ้นเชิง แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเห็นประโยชน์ของมันตลอดทั้งฤดูกาล”

           ฟาน ไดจ์ค ไม่พลาดเกมพรีเมียร์ ลีก แม้แต่เกมเดียวในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมาที่พวกเขาเสียประตูแค่ 47 ประตูจาก 70 เกม โดยที่คว้าชัยชนะ 58 นัด เก็บได้ 183 คะแนนจากคะแนนรวม 210 คะแนน โดยฟาน ไดจ์ค ยิงไป 8 ประตู ทำให้เขากลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีกของสโมสรตามหลัง 3 ประสานอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่  และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และเห็นได้ชัดว่าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟร่างยักษ์รายนี้รักช่วงเวลาของเขาที่สโมสร

           "ผมพูดอยู่เสมอว่าการชูถ้วยพรีเมียร์ ลีก เป็นความฝัน และความฝันนั้นได้กลายเป็นจริงแล้วในตอนนี้" “มันยากที่จะอธิบายถึงความหมายของสโมสรนี้ คุณต้องรู้สึกถึงสโมสรนี้, สัมผัสกับมัน, ลิ้มรสมัน" "แน่นอนว่าผมรู้เกี่ยวกับลิเวอร์พูลก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ใครในโลกนี้จะไม่รู้ล่ะ? " “คุณมีภาพของสโมสรจากระยะไกลและคุณคิดว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก” “เมื่อคุณเล่นกับลิเวอร์พูลครั้งแรกอย่างที่ผมทำเมื่อตอนอยู่ที่เซาธ์แฮมป์ตัน ก็จะเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ” “สนาม, ผู้คน, คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม“ “ถึงกระนั้นคุณก็จะยังคงสับสนและประหลาดใจกับความยิ่งใหญ่ของสโมสรเมื่อคุณเซ็นสัญญาที่นี่” “และแม้กระทั่งหลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจความหมายทุกอย่างของสโมสร”