ระดมแนวคิดฝ่าวิกฤตโควิด–19 ด้วยวิถีธุรกิจแบบใหม่ หอการค้าไทยฯ ผนึกกำลังภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ตอบรับมาตรการคลายล็อคดาวน์ ร่วมขับเคลื่อนเปิดเมือง ปลอดภัย ฝ่าวิกฤตโควิด–19 ด้วยวิถีธุรกิจแบบใหม่ และเดินหน้าเศรษฐกิจไทยวิถีใหม่

ที่ห้อง Activity Hall สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ภาคเอกชน นำโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมจัดงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “เปิดเมือง ปลอดภัย ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด–19 ด้วยวิถีธุรกิจแบบใหม่ (New Normal for Business Sector)” พร้อมระดมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละภาคส่วนร่วมระดมแนวคิด ได้แก่  “New Normal ธุรกิจไทย ฝ่าวิกฤตโควิด-19” โดย นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “New Normal สังคมใหม่ หลังวิกฤตโควิด-19” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย “วิกฤตโควิดจะจบลงเมื่อใด และ 4 วิธีป้องกันความเสี่ยงจาก  โควิด-19 โดย นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมโรคระบาด, “สถานประกอบการ ธุรกิจร้านค้า และพื้นที่สาธารณะกับมาตรฐานใหม่ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” โดย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร       อธิบดีกรมอนามัย “พลิกวิกฤตโควิด – 19  สร้างสุขภาวะบนฐานวิถีชีวิตใหม่” โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม  ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) “พลังความร่วมมือ และ Thai.care แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการด้วยพลัง 3 แคร์” โดย ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์  อดีตผู้จัดการ สสส. และนายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเว็ป kapook.com พร้อมด้วยการสัมมนาออนไลน์ตามประเภทกิจการ ในหัวข้อ “มาตรการแบบไหน ถูกใจประชาชน” โดยมีกิจการร้านค้าต้นแบบในแต่ละประเภท  ร่วมโชว์แนวคิดและกลยุทธ์ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยจากนักวิชาการ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยฯ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนได้ประสานความร่วมมือกับภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการร่วมขับเคลื่อน โครงการเปิดเมือง ปลอดภัย และทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการกำหนดมาตรการของสถานประกอบการแต่ละประเภท พร้อมทั้งประสานเครือข่ายและสมาคมต่างๆ ร่วมจัดกระบวนการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการอย่างเหมาะสม โดยแบ่งกลุ่มกิจการการค้าเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.สีขาว สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่ำและเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.สีเขียว  สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลาง 3.สีเหลือง สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง และ 4.สีแดง สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการกำหนดแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงของสถานประกอบการ โดยมีการประเมินความเสี่ยงในแต่ละด้าน พร้อมทั้งได้จัดทำคู่มือสำหรับสถานประกอบการ ซึ่งมีมาตรการและแนวทางปฏิบัติพื้นฐานเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างปลอดภัยและคล่องตัว พร้อมกันนี้เพื่อเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมวิถีใหม่ หรือความปกติใหม่ (New Normal)

ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคม ตลอดจนโมเดลธุรกิจและการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ จึงได้ร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์ม “ไทยดอทแคร์” (Thai.care) เพื่อช่วยในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ใช้บริการ โดยพัฒนามาจากแนวคิด “คนไทยร่วมกันแคร์” ซึ่งเป็นการประสานพลัง 3 แคร์ ได้แก่ 1.ร้านค้าแคร์ โดยจะสร้างเครือข่ายของร้านค้าที่มีความห่วงใย ใส่ใจในบริการที่ปลอดภัย และจะมีการให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งรวบรวมตัวอย่างและนวัตกรรมดี ๆ เพื่อนำมาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง 2.ลูกค้าแคร์ จะเปิดช่องทางการสื่อสาร และรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงร้านค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแจ้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งนำเสนอองค์ความรู้เพื่อการปรับตัวและสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะนำไปสู่ 3.สังคมแคร์ คือสังคมที่มีความสุขและมีความเอื้ออาทรต่อกัน ภายใต้แนวคิดของวิถีชีวิตแบบใหม่ New Normal ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและวิถีชีวิตของคนในสังคม รวมถึงโมเดลธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับการทำงานแบบใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“นอกจากการทำงานในเชิงรุกของหอการค้าไทยฯ ที่ได้จัดกระบวนการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการของสถานประกอบการแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมตามมาตรการผ่อนปรนหรือคลายล็อคดาวน์ของรัฐบาลในแต่ละเฟส รวมทั้งแนวทางการป้องกันความเสี่ยงของสถานประกอบการ โดยได้มีการประเมินความเสี่ยงในแต่ละด้าน และจัดทำคู่มือสำหรับสถานประกอบการเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติพื้นฐานให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างปลอดภัยและคล่องตัว รวมถึงการส่งเสริมให้กิจการต่าง ๆ พัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า และผู้ใช้บริการสอดคล้องต่อความปกติใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการสร้างวิถีธุรกิจแบบใหม่ ซึ่งการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มไทยแคร์ในครั้งนี้จะเป็นอีกเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชน รวมไปถึงกระบวนการเปิดเมืองที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจและความสุขภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะไทยแคร์คือไทยห่วงใย” นายกลินท์ กล่าวทิ้งท้าย