2 ทีมยักษ์ใหญ่ของไทยลีกอย่าง ชลบุรี เอฟซี และ เอสซีจี เมืองทองฯ ชี้ยิ่งไทยลีกหยุดนาน ยิ่งส่งผลกระทบหนักต่อสโมสรไทย

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่ดีขึ้น ทำให้การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1-4 ต้องถูกระงับการแข่งขัน และเลื่อนออกไปเตะในวันที่ 2 พ.ค. และก็มีแนวโน้มที่จะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้งด้วย

ซึ่งจากปัญหาการหยุดแข่งไปเป็นเวลานานเช่นนี้ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่ของไทยลีกอย่าง ชลบุรี เอฟซี และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น

โดย ศศิศ สิงห์โตทอง ผจก.ทีม ชลบุรี เอฟซี ได้กล่าวว่า "ผลกระทบในช่วงนี้ก็คือ นักฟุตบอลไม่ได้ฝึกซ้อม ทำให้สภาพร่างกายไม่ฟิตเต็มที่ อีกทั้งสปอนเซอร์ยังจ่ายเงินช้าลง เพราะไม่มีแมตช์การแข่งขัน ซึ่งหากไทยลีกถูกเลื่อนออกไปอีก ก็คงมีผลกระทบอีกมากตามมา"

"และถ้าหากลีกไม่สามารถจบได้ภายในปีนี้ ก็จะมีผลกระทบกับสัญญาของนักเตะอีก เพราะบางคนสัญญาสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งคงต้องเรียกผู้เล่นมาพูดคุยกัน อาจจะมีการต่อสัญญาระยะสั้นเกิดขึ้น"

"อย่างไรก็ตาม เรายังต้องรอการประชุมของ กกท. และสโมสรสมาชิก ในวันที่ 14 เม.ย. นี้ ว่าจะเอาอย่างไรกับการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก แต่ผมคิดว่ายังไงวันที่ 2 พ.ค. ก็ยังแข่งไม่ได้ และอาจจะต้องเลื่อนออกไปอีก 3-4 สัปดาห์ เพื่อให้แต่ละทีมได้ซ้อมกันก่อน" บิ๊กบอล กล่าว

ส่วน กานต์ จันรัตน์ ผจก.ทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้กล่าวว่า "ผลกระทบมันมีอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่วงการฟุตบอล ธุจกิจต่างๆมันมีปัญหาหมด สำหรับทีมฟุตบอลเอง เมื่อรายรับไม่มี มันก็จะทำให้โครงสร้างมันพัง"

"เราต้องมาดูว่าไทยลีกจะจัดแข่งแบบไหน และแข่งเมื่อไหร่ เพราะทุกวันนี้ ทุกทีมมีรายได้จากสปอนเซอร์คิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมาจาก ค่าลิขสิทธิ์กับค่าขายบัตร ดังนั้นเราต้องแคร์สปอนเซอร์ให้มากๆ ซึ่งเมื่อมันไม่มีแข่ง เงินจากสปอนเซอร์ก็จะหายไป"

"และหากไทยลีกต้องเลื่อนแข่ง หรือต้องไปจบต้นปีหน้า ทีมก็ต้องมาเจรจานักเตะว่าจะเอาอย่างไร เพราะสัญญาบางคนจะหมดสิ้นปี ซึ่งอาจจะต่อระยะสั้น หรือพูดคุยกัน ถ้าลงตัวนักเตะก็อาจจะช่วยเล่นให้ไม่มีปัญหา"

"แต่ที่ผมเป็นห่วงคือทีมเล็กๆจากไทยลีก 3-4 ที่ไม่มีถ่ายทอดสด หรือไม่มีค่าลิขสิทธิ์ นี่พวกเขาตายเลยนะ เพราะตอนนี้ไม่มีค่าบัตร ไม่มีรายได้อะไรเลย" บิ๊กกานต์ กล่าวปิดท้าย