อดีตเจ้าของทีมคริสตัล พาเลซ ของขึ้น ออกมาวิจารณ์ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล จ่าฝูงแห่งเวทีพรีเมียร์ ลีก หลังได้เห็นท่าทีบางอย่างของกุนซือจากเมืองเบียร์รายนี้

           ไซม่อน จอร์แดน กลายเป็นบุคคลในวงการฟุตบอลล่าสุดที่ออกมาโจมตี เจอร์เก้น คล็อปป์ เกี่ยวกับท่าทีในเรื่องการแข่งขันเอฟเอ คัพ นัดรีเพลย์และการเบรคหนีหนาวและยังชี้ว่า กุนซือชาวเยอรมันอาจจะไปจากแอนฟิลด์เมื่อมีโอกาสที่ดีกว่าเข้ามา

           อดีตเจ้าของสโมสรคริสตัล พาเลซ กลายเป็นคอมเมนเตเตอร์ฝีปากกล้าขาประจำของ TalkSport และได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการวิทยุ White and Sawyer ด้วยการออกมาวิจารณ์ผู้จัดการทีมหงส์แดง

           จอร์แดนเชื่อว่า คล็อปป์ได้สร้างแบบอย่างที่อันตรายที่อาจจะทำลายเอฟเอ คัพ ด้วยการยึดมั่นกับการตัดสินใจของเขาที่จะไม่ส่งผู้เล่นชุดใหญ่ของเขาลงสนามในนัดรีเพลย์ กับชรูว์สบิวรี ทาวน์ แถมยังชี้ว่า คล็อปป์นั้นเห็นแก่ตัวเหมือนผู้จัดการทีมคนอื่นๆ ในโลกฟุตบอลและจะจากทีมแชมป์ยุโรปปัจจุบันไปในทันทีที่มีโอกาสที่ดีกว่าเข้ามา

              โดยจอร์แดนกล่าวว่า

"เชื่อผมสิ มันเหมือนกับมีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน ทันทีที่มีโอกาสดีกว่าที่ลิเวอร์พูลเข้ามาหาเขา เขาก็จะไป นั่นคือสิ่งที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลทำ"

"นั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลระดับโลก, มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง, เป็นที่สุดในบรรดาผู้จัดการทีมหัวกะทิทั้งหลายและได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ลิเวอร์พูลด้วยพาพวกเขาจากที่ๆ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เคยพาพวกเขามา"

"แต่นี่มันไม่ถูกต้อง"

"คุณรู้ว่าลิเวอร์พูลต้องเล่นในเอฟเอ คัพ และ คุณสามารถปล่อยนักเตะไปได้ นั่้นไม่เป็นไร แต่คุณต้องอยู่ตรงนั้นนะเพื่อน"

 

"เขาไม่ผิดที่จะพูดกับผู้เล่นว่า 'พักก็คือพัก และผมอยากให้พวกเขาได้มีตรงนั้น' แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับเขาที่จะ

ไม่อยู่ข้างสนาม"

"คุณก้าวออกมาจากตรงนั้นและเริ่มนำความวุ่นวายเข้ามา รูปแบบโดยรวมของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลอยู่ภายใต้นำทางของเขาและในฐานะคนของสาธารณะคุณต้องใช้อิทธิพลของคุณในทางที่เหมาะสม"

"คุณสามารถมีอิทธิพลต่อแบบแผนต่างๆ ในประเทศนี้เพราะเขาอยู่ในตำแหน่งที่ทรงอิทธิพล"

"ผู้จัดการทีมออกมาจากสนาม? แล้วจะเกิดอะไรต่อจากนั้นล่ะ?"

"เสียงเรียกร้องดังๆ ก็จะเริ่มต้นขึ้นจากนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งความร้ายการก็จะโดนบ่มเพาะ 'เราไม่อยากทำแบบนั้น เราไม่อยากทำแบบนี้' และสิ่งต่อมาที่คุณรู้ก็คือ จะไม่มีเอฟเอ คัพ!"