เนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสนามช้างฯ สุดปลื้มผลตอบรับจัดการแข่งขัน "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019" แย้มจัดชิงชัยตอนกลางคืนแบบ "ไนท์เรซ" ในปีหน้า เพื่อเพิ่มตัวเลขยอดคนดู

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก "โมโตจีพี" รายการ "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019" ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ท่ามกลางเสียงตอบรับจากแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่แห่กันมาชม มาร์ค มาร์เกซ ยอดนักบิดชาวสเปนของ เรปโซล ฮอนด้า ไล่แซง ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ ดาวรุ่งชาวอิตาเลียนของ ปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ในรอบสุดท้ายแล้วคว้าแชมป์ที่ประเทศไทยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และยึดแชมป์โลกประจำฤดูกาลนี้ได้แล้ว แม้จะเหลือการชิงชัยอีก 4 สนามก็ตาม แถมยังเป็นการซิวแชมป์โมโตจีพีสมัยที่ 6 และเป็นแชมป์โลกรวมทุกรุ่นได้ถึง 8 สมัยอีกด้วย

ล่าสุด นายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เปิดเผยเรื่องภาพรวมของการจัดการแข่งขันในปีนี้ว่า "ในแง่ของการจัดการแข่งขันสำหรับผม ปีที่แล้วเป็นปีที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทย คนไทย สามารถเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโมโตจีพี ซึ่งถือว่าเป็นเวิลด์ อีเวนต์ ได้ ส่วนในปีนี้มันไม่ใช่แค่เราทำได้ แต่เราทำมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ"

"หลักการที่มองกันคือวันนี้ถ้าเราประเมินผล ผมเชื่อว่าแฟนๆที่มาที่สนามจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความพร้อมที่แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างมหาศาล ทั้งในเรื่องของการจัดชัตเติล การรับส่งคน เรื่องของการจัดสแตนเชียร์ต่างๆ ซึ่งสำหรับผมเองตั้งเป้าเอาไว้ว่าปีหน้าจะไม่ทำให้มันเป็นแค่การจัดการแข่งขันโมโตจีพีที่มันสำเร็จ แต่ผมอยากจะทำให้มันเป็นโมโตจีพี ที่คนมีความสุข ผมอยากจะทำให้มันเป็นโมโตจีพีที่เป็นความสุขของปี มันหมายความว่า จะไม่มีสนามไหนที่มีการแข่งขันที่มีความสุขสำหรับแฟนโมโตจีพีมากเท่ากับที่สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์ ประเทศไทย นั่นคือเป้าหมายที่เรากำหนดไว้"

"ปีแรกเราจัด แน่นอนว่าเราใหม่สำหรับทุกคน ตัวเลขของผู้คนของปีที่แล้วกับปีนี้ ถ้าดูในสัดส่วนจริงๆแล้วมันอาจจะโตขึ้นไม่มาก โตขึ้นราวๆ 4-5 พันคนเมื่อไปเทียบกับปีที่แล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวเลขที่ผมดีใจมากก็คือตัวเลขการท่องเที่ยว แฟนโมโตจีพีต่างชาติโตขึ้นกว่า 50% ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการท่องเที่ยว การจ้างงาน รายได้ และเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยปีที่แล้วมีต่างชาติมาราวๆ 30,000 คน แต่ปีนี้มาเยอะถึง 60,000 คน นั่นแสดงให้เห็นว่าการที่รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขัน มันมีผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากคนต่างชาติ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจรวมถึงรายได้ของประชาชนได้ เชื่อว่าเหตุนี้จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลนำไปประกอบการตัดสินใจสำหรับการต่อสัญญากับทางดอร์น่า เพื่อนำโมโตจีพีมาแข่งที่ประเทศไทยต่อไป"

"ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับซีอีโอของทางดอร์น่า เขาได้มาสอบถามซ้ำว่า ตกลงเรื่องการต่อสัญญาจะว่าอย่างไร เพราะว่าในเดือนมีนาคมปีหน้าจะเป็นปีสุดท้ายในสัญญา 3 ปี สำหรับการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทย มันเหลืออีกแค่ 5 เดือนเท่านั้น ตอนนี้มีสนามต่างๆในทั่วโลกแสดงความจำนงที่จะขอจัดโมโตจีพี 25 สนาม เขาจึงกดดัน และอยากให้เรามีคำตอบให้เร็วที่สุดว่าจะตกลงต่อสัญญาหรือไม่ ผมก็ได้เชิญทางผู้ว่าฯท่องเที่ยว, ผู้ว่าฯกีฬา มานั่งคุยกับซีอีโอของดอร์น่า เพื่อพูดคุยในเรื่องดังกล่าว"

"สำหรับการจัดการแข่งขันในปีหน้าเรากำลังคิดกันอยู่ว่าอาจเปลี่ยนไปจัดการแข่งขันตอนกลางคืน หรือไนท์เรซ ผมก็ต้องประเมินกันก่อนแต่เราคิดถึงเรื่องนั้นอยู่แล้ว คนดูจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะว่าการจัดไนท์เรซมันมีผลดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เย็นสบาย ไม่ต้องทนแดดร้อน อาจจะเริ่มควอลิฟายตั้งแต่ 5 โมงเย็น ซึ่งในเรื่องของเวลาไม่ใช่ปัญหา มันเป็นไอเดียที่ดีมากๆ เพราะไนท์เรซจำทำให้ยอดคนดู หรือวิวเวอร์ สูงขึ้นกว่าปกติแน่นอน เพราะว่าฝั่งยุโรปเขาเป็นเวลากลางวันพอดี ทุกวันนี้ที่เราจัดอยู่ทางฝั่งยุโรปมันเพิ่งเป็นเวลาเช้า อาจจะยังไม่ตื่นกัน แต่ถ้าเป็นไนท์เรซจะเป็นเวลาที่เหมาะมากๆในต่างประเทศ มันจะได้มูลค่าในการโปรโมตประเทศมากยิ่งขึ้นมากกว่าเรซปกติ ซึ่งจุดนี้ต้องขอไปดูตัวเลขอะไรต่างๆก่อน และถ้าพอไหวก็จะพยายามช่วยๆกันให้มันเกิดขึ้นให้ได้"

ทั้งนี้ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสนามช้างฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมขอขอบคุณแฟนๆชาวไทยทุกคน และทำสำคัญก็คือขอบคุณพี่น้องชาวบุรีรัมย์ทุกคนที่พยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด คนเล็กๆแต่หัวใจใหญ่ของพวกเรา อย่างคนที่ขับรถอีแต๋น คนที่ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ถีบสามล้อ ดูแลช้าง คนที่เป็นอาสาสมัครเก็บขยะแยกขยะ รวมไปจนถึงทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เราเป็นเจ้าบ้านที่ดีได้ ทำให้เราสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวได้ และหวังว่าเขาจะกลับมาบ้านเราอีก ขอบคุณทุกคนจริงๆ ขอบคุณคนเล็กแต่หัวใจใหญ่ทุกคนจริงๆ"