"ท็อป" ธนาตย์ เสถียรถิระกุล นักแข่งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์แข่งรถซูเปอร์คาร์ทางเรียบระดับโลก "บลองก์แปง จีที เอเชีย ซีรีส์ 2019" สนามแรกที่เซปัง มั่นใจขึ้นโพเดี้ยมที่ 1 อีกครั้ง ในสนามที่ 2 ที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามโฮมเรซ 11-12 พ.ค. นี้

หลังจาก "ท็อป" ธนาตย์ เสถียรถิระกุล นักแข่งไทยสังกัดทีมแอบโซลูท เรซซิ่ง เพิ่งทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในสนามแรกของ "บลองแปง จีที เอเชีย ซีรีส์ 2019" ที่เซปัง มาเลเซีย ด้วยการจับมือร่วมทีมกับ ฟิลิป ฮัมเพรชท์ นักแข่งเยอรมันในรถปอร์เช่ จีที 3 อาร์ เอาชนะรถแข่งร่วม 30 คันคว้าแชมป์ในเรซที่ 2 และทำคะแนนขึ้นที่ 1 ทั้งประเภทนักขับและทีม เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยในสนามดังกล่าว ธนาตย์ กับ ฮัมเพรชท์ ใช้เวลาปรับตัวกันในแรซแรกได้ที่ 6 ก่อนจะมาระเบิดฟอร์มคว้าแชมป์ในการแข่งขันเรซที่ 2 พร้อมมีคะแนนขึ้นนำซีรีส์ ด้วยการมี 55 คะแนนในประเภททีม และ 29 คะแนนในประเภทนักขับ ซึ่งการขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 1 ทำให้เป็นนักแข่งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้

ล่าสุด ธนาตย์ กำลังฟิตซ้อมอย่างหนักเพื่อความหวังในการเป็นแชมป์สนามที่ 2 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ที่ถือว่าเป็นสนามโฮมเรซในบ้างเกิดตัวเองให้ได้ในระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่าจากประสบการณ์การแข่ง F3 และปรับมาแข่งรถแบบ จีที ถือว่าช่วยได้มาก การปรับตัวเข้ากับรถปอร์เช่ จีที3อาร์ ปี 2019 ก็ทำได้ดี จึงตั้งความหวังคว้าแชมป์ต่อหน้าแฟนความเร็วชาวไทยให้ได้
 
ขณะที่ มงคล เสถียรถิระกุล โค้ชและผู้เป็นพ่อมั่นใจว่า ธนาตย์ จะประสบความสำเร็จในเส้นทาง บลองแปง จีที ได้ แม้ว่าจะมีคู่แข่งในระดับยุโรปและระดับโลกลงมาลุ้นแชมป์ในเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ได้อยู่ในทีมแอบโซลูทที่เป็นทีมระดับหัวแถวจากเยอรมนี ส่วนตัวรถเป็นรถรุ่นใหม่ในปี 2019 ทำให้มีการทรงตัวที่ดี แต่ในการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นแทร็กที่มีความเร็วสูง อาจจะเสียเปรียบพวก เฟอร์รารี่ หรือ เอเอ็มจี ในทางตรงบ้าง แต่เชื่อว่าการเข้าโค้งความเร็วสูงที่ทำได้ดีกว่าก็ช่วยมีโอกาสเป็นแชมป์ได้เหมือนกัน


 
สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกรายการ บลองค์แปง จีที ซีรีส์ เอเชีย 2019 (Blancpain GT Series Asia 2019)เป็นการแข่งขันรถยนต์ประเภทมินิเอ็นดูรานซ์ ด้วยรถซูเปอร์คาร์ระดับโลกใช้นักขับ 2 คนร่วมทีมกันทำการแข่งขันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งนักแข่งทั้ง 2 คนจะใช้เวลาขับกันคนละ 30 นาทีเท่ากัน