“บีซ” จุฑาธิป มณีพันธุ์ ผงาดคว้าแชมป์สเตจแรกศึกสองล้อทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์” พร้อมได้ “เจ้าความเร็ว” อีก 1 จุด และยึดตำแหน่ง “เจ้าอาเซียน” อีกต่างหาก เหมาเสื้อ “ชมพู-เขียว-ม่วง” ไปครองคนเดียวทั้ง 3 ตัว 

การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ รายการ “The Princess Maha Chakri Sirindhorn’s cup Tour of Thailand 2019” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเภททีมหญิง เมื่อวันที่ 8 เม.ย. เป็นการแข่งขันในสเตจที่ 1 เส้นทางเริ่มจากบริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ผ่านวัดศรีสุพรรณ-สี่แยกพืชสวนโลก-หน้าประตูวัดช้างค้ำ จังหวัดลำพูน-สะพานแม่น้ำปิง-วัดพระธาตุศรีจอมทอง-เข้าเส้นชัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ รวมระยะทาง 97 กม. สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันได้รับเกียรติจาก นายมนัส ขันใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน ร่วมกับ “เสธ.หมึก” พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

เส้นทางการแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทางตรงยาว ๆ ปั่นกันสบาย ๆ จะมีช่วง 25 กม. ก่อนเข้าเส้นชัย เป็นเส้นทางคดเคี้ยวผ่านกลางชุมชน มีโค้งซิกแซกเยอะ นักกีฬาทำความเร็วกันไม่ได้มากนัก และไม่มีใครฉีกหนีกลุ่มใหญ่ออกไปได้ จึงเป็นการปั่นเกาะกลุ่มกันไปเสียมากกว่า สำหรับเส้นทางนี้มีแค่การชิง “เจ้าความเร็ว” ให้สปรินต์กัน 2 จุด ไม่มีการชิง “เจ้าภูเขา” แต่อย่างใด ช่วง 1 กม. สุดท้าย มาเรียน รีอุสเซอร์ จากเวิลด์ ไซคลิง ทีม (ดับเบิลยูซีซี) ทีมจากสหพันธ์จักรยานนานาชาติ หรือ ยูซีไอ ปั่นฉีกหนีออกมาคนเดียว แต่พอถึง 200 เมตร แล้วทิ้งโค้งขวาก่อนเข้าเส้นชัยก็โดนกลุ่มใหญ่รวบ พอเข้าสู่ 100 เมตรสุดท้าย “บีซ” จุฑาธิป มณีพันธุ์ จากไทยแลนด์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม เร่งเครื่องสปรินต์ โดยมี ยูมิ คาจิฮาร่า นักปั่นทีมชาติญี่ปุ่น เจ้าของเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ประเภทออมเนียน (ลู่) ไล่บี้ แต่ “บีซ” สปรินต์ได้ดีกว่า ผ่านเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก คว้าแชมป์สเตจไปครองอย่างสะใจกองกองเชียร์

พิธีปิดการแข่งขันและมอบรางวัล ได้รับเกียรติจาก นายสุทิน จันทร์งาม นายอำเภอจอมทอง ร่วมกับ พล.อ.เดชา ซึ่งผลการแข่งขันทั้งหมดมีดังนี้ ผู้ชนะเลิศประจำสเตจที่ 1 จุฑาธิป มณีพันธุ์ จากไทยแลนด์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม, ที่ 2 ยูมิ คาจิฮาร่า ทีมชาติญี่ปุ่น, ที่ 3 เทเนียล แคมป์เบล จากเวิลด์ ไซคลิง ทีม (ดับเบิลยูซีซี) ทำเวลา 2.18.54 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ได้คะแนนและแต้มโบนัสลดหลั่นกันลงมา โดยมี “ไก่” ศุภักษร นันตะนะ นักปั่นไทยแลนด์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม อีกคน เข้าอันดับ 10 จากชัยชนะนัดนี้ทำให้ จุฑาธิป ได้ครองเสื้อชมพู ในฐานะผู้นำเวลารวม พร้อมได้รับเงินรางวัลจากสมาคมกีฬาจักรยานฯ 30,000 บาท

ผู้ชนะเลิศอาเซียนประจำสเตจที่ 1 ตกเป็นของ “บีซ” จุฑาธิป, ที่ 2 ศุภักษร นันตะนะ, ที่ 3 “แนน” วราภรณ์ วายุภาพ นักปั่นทีมชาติ นอกจากนี้ รางวัลผู้นำอาเซียน ก็เป็นของ “บีซ” จุฑาธิป คว้าเสื้อม่วงไปครอง พร้อมเงินรางวัลเพิ่มอีก 10,000 บาท รางวัลเจ้าความเร็ว (IS) มี 2 จุดด้วยกัน IS1 ได้แก่ “บีซ” จุฑาธิป ส่วน IS2 ก็คือ ยูมิ คาจิฮาร่า ทีมชาติญี่ปุ่น โดยมี จุฑาธิป เข้ามาเป็นอันดับที่ 3 ทำให้ “บีซ” ได้ครองเสื้อเขียวอีก 1 ตัว พร้อมรับเงินรางวัลอีก 10,000 บาท สรุปว่าในสเตจที่ 1 นี้ “บีซ” จุฑาธิป เหมาเสื้อไปคนเดียวทั้ง 3 ตัว คือ เสื้อชมพู, เสื้อม่วง, เสื้อเขียว และได้รับเงินรางวัลทั้งสิ้น 50,000 บาท สำหรับรางวัลนักบู๊ยอดเยี่ยม ประจำสเตจที่ 1 ตกเป็นของ มาร์การิต้า ไซราโอเอว่า ทีมชาติรัสเซีย

ด้านประเภททีมประจำสเตจที่ 1 อันดับ 1 เป็นของ เม็กซ์-วอเตอร์สลีย์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม (เนเธอร์แลนด์) รวมทั้งยังนำเวลารวมที่ 6.56.42 ชั่วโมง, อันดับ 2 เวิลด์ ไซคลิง ทีม (ดับเบิลยูซีซี), อันดับ 3 ไทยแลนด์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม ส่วนประเภททีมอาเซียนประจำสเตจที่ 1 อันดับ 1 เป็นของ ไทยแลนด์ วีเมนส์ ไซคลิง ทีม และเป็นผู้นำเวลารวมประเภทอาเซียน ด้วยเวลา 6.56.42 ชั่วโมง, อันดับ 2 ทีมชาติไทย, อันดับ 3 ทีมชาติมาเลเซีย

หลังการแข่งขัน “บีซ” จุฑาธิป เปิดเผยว่า วันนี้ดีใจมากที่ประเดิมด้วยการได้แชมป์สเตจ หายเครียดเป็นปลิดทิ้ง เรียกว่าสมบูรณ์แบบมาก ไม่มีอะไรพลาด เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ว่าเราจะเอาเจ้าความเร็วที่ IS1 ส่วน IS 2 จะแค่ประคองเอาแต้ม เนื่องจากต้องการเก็บแรงเอาไว้สปรินท์หน้าเส้นชัย ซึ่งคู่แข่งจากรัสเซียเขาแข็งแรงมาก ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทีม น้องทีมชาติ และทีมงานทุกคนที่ทำงานกันหนักมาก อีก 2 สเตจที่เหลือก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และรักษาเสื้อชมพูเอาไว้ให้ได้ สำหรับเป้าหมายที่หวังไว้คืออยากได้แชมป์ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยได้เลย

สำหรับสเตจที่ 2 ในวันที่ 9 เม.ย. เส้นทางเริ่มจากบริเวณหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่-เลาะแม่น้ำปิง-เข้าเส้นชัยที่บริเวณสวนรุกขชาติห้วยแก้ว รวมระยะทาง 67 กม.