วิงแบ็กขวาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดีใจที่มีโอกาสกลับมาสวมเสื้อช้างศึกอีกครั้งในรอบ1ปี ตั้งเป้าโชว์ผลงานให้โค้ชเห็นว่ามีดีพอช่วยทีมได้

นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม วิงแบ็คขวาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดใจหลังได้โอกาสกลับมา ติดทีมชาติไทย อีกครั้ง ลุยศึก ไชน่า คัพ 2019 ที่ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

ดาวเตะวัย 24 ปี เพิ่งหายเจ็บกลับมาในฤดูกาล 2019 ก่อนโชว์ฟอร์มให้ "ปราสาทสายฟ้า" ได้ดี จนถูก ทีมชาติไทย เรียกกลับมาติดธงอีกครั้ง ในรอบ 1 ปีกว่า นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่มีโอกาสรับใช้ ช้างศึก ในเกมกระชับมิตร ที่เปิดบ้านชนะ ทีมชาติเคนยา 1-0 เมื่อช่วงปี 2017

“ก่อนอื่นต้องขอบคุณ พี่โต่ย (ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย) และ พี่โชค (โชคทวี พรหมรัตน์) ครับ ที่ให้โอกาสผมกลับมา ในรอบปีกว่า ผมรู้สึกดีใจมากๆครับ หลังเจ็บไปนานพอสมควร แน่นอนว่า โอกาสครั้งนี้ ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ และ นำฟอร์มการเล่นจากสโมสร มาช่วยทีมให้ได้มากที่สุดครับ” นฤบดินทร์ เริ่มกล่าว

“รอบแรก ที่ผมเจ็บ พักไปประมาณ 2 เดือนครึ่งครับ แต่รอบ 2 ที่ต้องผ่า ผมพักไป 6 เดือนเต็มๆ ระหว่างนั้น ผมก็พยายามดูแลส่วนอื่นๆ ของร่างกายให้ดีที่สุดครับ และ ต้องขอบคุณสโมสรด้วยครับ ที่บอกให้ผมพักเต็มที่ รวมถึงไม่ต้องเร่งรีบตัวเองจนเกินไป”

นฤบดินทร์ กล่าวต่อว่า “จากนั้นเมื่อกลับมได้ เหมือนว่าผมมีบทเรียนครับ เพราะครั้งแรก ในขณะที่ผมเป็นคนที่เข้าฟิตเนสอยู่ตลอด ก็ยังเกิดอาการบาดเจ็บได้ พอหายจากครั้งที่สอง ผมก็รู้สึกว่า ต้องรู้จักทะนุถนอม ตัวเองมากขึ้นครับ และ หลังจากนั้น ผมก็คุยกับนักกายภาพ ของทีมตลอดว่า ควรดูแลตัวเองยังไง จริงอยู่ที่ผมหายกลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทิ้งได้ครับ เพราะถ้าเราไม่ดูแลมันต่อ มันก็อาจกลับไปเจ็บแบบเดิมได้ ดังนั้น ผมจึงต้องมีสมาธิมากๆ และ เป็นเบื้องหลังสำคัญ ทำให้ผม กลับมาติดทีมชาติ ได้ครับ”

“กลับมาครั้งนี้ ผมต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองใหม่ครับ แต่ก็ยังไม่ได้คาดหวังอะไรไว้สูง ผมอยากซ้อมให้ดีที่สุด และ รักษามาตรฐานการเล่น มาจากสโมสร ให้ได้ ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ และ แสดงให้เห็นโค้ชเห็นว่า ผมมีประโยชน์กับทีมอย่างไร รวมถึง เหมาะสมกับการช่วยทีมตรงไหนบ้างครับ”

“สุดท้ายผมอยากขอบคุณแฟนบอลทุกคนจริงๆครับ ที่คอยสนับสนุนผมเสมอมา ผมพยายามมุ่งมั่นจนโอกาสมันมาถึง ดังนั้น ผมจะพยายามไขว่คว้าไว้ดีที่สุดครับ” ดาวเตะทีมแชมป์ไทยลีก ปิดท้าย

สำหรับ ทีมชาติไทย จะประเดิมพบกับ ทีมชาติจีน (เจ้าภาพ) วันที่ 21 มีนาคม ขณะที่ ทีมชาติอุรุกวัย จะพบกับ ทีมชาติอุซเบกิสถาน วันที่ 22 มีนาคม โดยผู้แพ้ของทั้งสองคู่จะไปเล่นนัดชิงที่สาม และผู้ชนะจะไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 25 มีนาคม วันเดียวกัน