“มาดามบุษ” บุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมฯ เตรียมใช้ศึกอีแกต ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย เฟ้นหาดาวรุ่งเสริมทีมชาติเพื่อคัดเลือกจอมพลังไปโอลิมปิก 2020

จังหวัดราชบุรี ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย แถลงข่าวจัดการแข่งขัน อีแกต (EGAT) ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 โดยมีนายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. นางบุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และพลโทพิบูลย์ วิเชียรวรรณ อุปนายกและประธานฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ร่วมแถลงข่าว ที่ห้องประชุมชั้น 24 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

นายวีรัส กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 ต.ค.2561 ที่โรงยิมเนเซี่ยมจังหวัดราชบุรี ซึ่งทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับ และรองรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งที่พัก อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ นับเป็นงานสำคัญที่ช่วยดึงดูดและกระตุ้นให้คนไทยได้ร่วมเชียร์กีฬายกน้ำหนัก และสนใจมาท่องเที่ยวกันมากขึ้น

นายธาตรี กล่าวว่า กฟผ. สนับสนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลากว่า 15 ปี รายการนี้ ซึ่งกฟผ. ให้การสนับสนุนเช่นกัน นับเป็นอีกเวทีที่เปิดโอกาสให้นักกีฬายกน้ำหนักดาวรุ่งจากสโมสรต่าง ๆ ได้แสดงความสามารถ และเป็นอีกช่องทางในการเฟ้นหานักกีฬาหน้าใหม่มาเสริมทีมชาติ เพื่อไปคว้าชัยในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 “โตเกียวเกมส์” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อไป

นางบุษบา กล่าวว่า การแข่งขันอีแกต ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลแก่สมาคม ซึ่งเวทีนี้จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักยกน้ำหนัก เพื่อเป็นจุดเร่ิมต้นสู่การเป็นทีมชาติ ขอขอบคุณจังหวัดราชบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และประชาชนชาวราชบุรี ที่ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพ รวมถึงกฟผ. ผู้ให้การสนับสนุนหลักสมาคมฯ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้กับเยาวชน ตลอดจนพัฒนานักกีฬายกน้ำหนักของไทย ให้สร้างชื่อเสียงและสร้างความสุขให้กับพี่น้องชาวไทย

พลโทพิบูลย์ กล่าวว่า รายการนี้ มีสโมสรในประเทศ 31 สโมสร เข้าร่วม และยังมีสโมสรต่างประเทศอีก 4 สโมสร จากสปป.ลาว มองโกเลีย เมียนมา และอินโดนีเซีย ตอบรับเข้าร่วมเช่นกัน มีนักกีฬารวม 304 คน อายุระหว่าง 15-20 ปี แข่งขันชาย 8 รุ่น และหญิง 8 รุ่น เป็นระบบเก่าส่งท้าย ก่อนที่ครั้งต่อไปจะเข้าสู่ระบบใหม่ ที่สหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ กำหนดรุ่นใหม่ เป็นชาย 10 รุ่น และหญิง 10 รุ่น สำหรับรางวัลชนะเลิศคะแนนรวมทีมชายและหญิง สโมสรจะได้รับชุดอุปกรรณ์ยกน้ำหนัก มูลค่า 180,000 บาทไปครอง

หลังงานแถลงข่าว “มาดามบุษ” นางบุษบา กล่าวว่า สำหรับการแบ่งรุ่นน้ำหนักใหม่ เพื่อคัดเลือกจอมพลังไปโอลิมปิก 2020 ส่งผลดีต่อทีมยกเหล็กไทย ทำให้เราได้เปรียบ ไม่ต้องแบกน้ำหนักมากเหมือนเก่า โดยการคิดคะแนนเพื่อไปโตเกียวเกมส์ ซึ่งจะเป็นแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ โกลด์ ซิลเวอร์ และบรอนซ์ จะเร่ิมรายการแรก ในศึกชิงแชมป์โลก เดือนพ.ย.นี้ ที่ประเทศเติร์กเมนิสถาน ซึ่งเป็นรายการระดับโกลด์

อนึ่ง หลังงานแถลงข่าว สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ได้ร่วมยินดีกับ 2 จอมพลังหญิงไทย วันดี คำเอี่ยม รุ่น 58 กก. หญิง และ เพ็ญศิริ เหล่าศิริกุล รุ่น 48 กก.หญิง ที่ต่างได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ย้อนหลัง เนื่องจากคู่แข่งขันถูกตรวจพบสารต้องห้าม และถูกริบเหรียญ จนได้เลื่อนอันดับขึ้นมา โดยแต่ละคนจะได้รับเงินรางวัลย้อนหลัง จากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 4 ล้านบาท