การเเข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบรองชนะเลิศ ที่สนาม ลุซนิกี้ สเตเดี้ยม กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นการโคจรมาพบกันของ อังกฤษ ทีมขวัญใจมหาชนเจ้าของอดีตแชมป์เมื่อปี 1966 และ โครเอเชีย เจ้าของอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

ก่อนเกมโครเอเชีย มีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ต้องรอเช็คฟิตอย่าง ดานิเยล ซูบาซิช และซิเม่ เวอร์ซัลโก้ แต่สุดท้ายก็สามารถเข็นลงสนามได้ ขณะที่ทัพสิงโตคำรามที่เพิ่งเอาชนะสวีเดนมา 2-0 สามารถจับทัพได้ฟูลทีม หลังจากได้จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมาบัญชาเกมแดนกลางได้อีกครั้ง

GOAL !!! เริ่มเกมมาได้แค่ 4 นาทีเท่านั้น ! คีแรน ทริปเปียร์ ทำประตูแรกในนามทีมชาติได้แล้วจากยิงฟรีคิกบอลโค้งเสียบเสาแรก ต่อเนื่องจากจังหวะฟาวล์เดเล่ อัลลีบริเวณนอกกรอบเขตโทษของลูก้า โมดริช ส่งผลให้อังกฤษ ขึ้นนำ 1-0

เกมในช่วง 10 นาทีแรกเป็นของทีมชาติอังกฤษเน้นการใช้แทงบอลพุ่งไปข้างหน้า ทำให้ทัพโครแอตยังไม่สามารถตั้งเกมได้

น.13 คีแรน ทริปเปียร์ เปิดเตะมุมจากด้านขวาเข้ามาที่บริเวณจุดโทษเป็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้ขึ้นโหม่งแต่โดนไม่ดีบอลหลุดออกหลังไป

ผ่านครึ่งทางของครึ่งแรกโครเอเชีย เริ่มเร่งจังหวะการเข้าบีบบอลสูงมากขึ้น หลังจากเสียประตูไป แต่ส่วนใหญ่แล้วได้จบแต่ลูกยิงไกลซะมากกว่า

น.30 เจสซี่ ลินการ์ด จ่ายทะลุช่องให้เคนหลุดไปยิงติดเซฟซูบาซิช ก่อนจะได้ซ้ำอีกครั้งแฉลบแนวรับออกไป และผู้ตัดสินก็ยกธงเป็นลูกล้ำหน้า

น.35 แฮร์รี่ เคน พาบอลมาจากครึ่งสนาม ก่อนออกไปทางซ้ายให้อัลลีดึงจังหวะรอลินการ์ดเติมจากแถวสองโล่งได้วางเท้ายิงด้วยขวา แต่บอลหลุดออกหลังไปอย่างไม่น่าเชื่อ

หมดครึ่งแรก เป็นทัพสิงโตคำรามขึ้นนำไปก่อนจากประตูโทนของคีแรน ทริปเปียร์

เริ่มครึ่งหลังโครเอเชีย ไม่มีทางเลือกต้องตั้งเกมบุกมากขึ้น โดยใช้จังหวะโจมตีจากริมเส้นเพื่อใช้โอกาสจากมาริโอ มานด์ซูคิช

อังกฤษเน้นการบุกแบบรวดเร็วและจบสกอร์ทันทีเมื่อมีโอกาส น. 55 จากจังหวะเปิดเกมของพิคฟอร์ด บอลลอยมาถึงแฮร์รี่ เคน โหม่งชงให้เดเล่ อัลลี ก่อนจ่ายทำทางให้ลินการ์ดวิ่งเข้ามาใส่ด้วยขวาแต่ติดบล็อกโครเอเชียออกหลังไป

น.64 จากจังหวะบุกขึ้นทางขวาของโครเอเชีย โมดริช เปิดเข้ากลางบอลติดศรีษะของแม็กไกวร์โหม่งทิ้งออกมาเข้าทางเปริซิช ได้ยิงด้วยขวาเน้นๆบอลไปติดบล็อกของไคล์ วอลกเกอร์อย่างน่าเสียดาย

Goal !!! ในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผล! ซิเม่ เวอร์ซัลโก้ ครอสจากริมเส้นบอลโค้งไปที่ อีวาน เปริซิช กระโดดยิงเข้าไป โครเอเชีย ตีเสมอ อังกฤษ 1-1 น.68

น.72 จากจังหวะผิดพลาดของแนวรับอังกฤษ อีวาน เปริซิช เก็บบอลได้ก่อนโยกหลอกอัดด้วยซ้าย บอลชนเสาไกลออกมาเข้าทางเรบิชซ้ำไปตรงตัวพิคฟอร์ด

น.77 แฮร์รี่ เคน จ่ายทะลุช่องให้เจสซี่ ลินการ์ดหลุดเข้าเขตโทษ ก่อนได้ยิงด้วยขวาแต่บอลโค้งผ่านหน้าประตูออกไป

น.83 โบรโซวิช ตักบอลเข้าเขตโทษมาให้ มาริโอ มานด์ซูคิช ได้ยิงตวัดมุมแคบด้วยขวาเต็มๆแต่บอลไปเข้ามือพิคฟอร์ด

ตั้งแต่ส่งแรชฟอร์ดลงมาอังกฤษพยายามอาศัยการเลี้ยงกินตัวของดาวเตะยูไนเต็ด แต่ก็ยังไม่สามารถทำอันตรายได้ถนัด

หมด 90 นาที ยังเสมอกันอยู่ 1-1 ต้องไปเล่นกันต่ออีก 30 นาทีหากยังไม่มีผู้ชนะต้องไปลุ้นดวลจุดโทษ

น.99 ทริปเปียร์เปิดเตะมุมให้จอห์น สโตนส์ ได้ขวิดบอลพุ่งจะเสียบเสาไกล แต่เป็นเวอร์ซัลโก้ที่คุมเส้นอยู่โหม่งทิ้งออกมา อังกฤษ พลาดโอกาสกลับไปนำอย่างน่าเสียดาย

น.107 เปริซิช ครอสเข้ากลางให้มานด์ซูคิชได้ยิงจ่อๆไปติดเซฟพิคฟอร์ดออกหลังอย่างเหลือเชื่อ

Goal !!! แนวรับอังกฤษเสียสมาธิ! เปริซิช โหม่งย้อนหลังพอดิบพอดีให้กับ มาริโอ มายด์ซูคิช ยิงให้โครเอเชีย แซงนำ อังกฤษ 2-1 น.109

อังกฤษบุกเข้าใส่อย่างหนักตั้งแต่เสียประตูแต่ทำอะไรไม่ได้ จบเกมโครเอเชีย พลิกชนะอังกฤษ 2-1 เข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยจะเข้าไปไปพบกับทีมชาติฝรั่งเศส ในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้ 22.00 น. ขณะที่อังกฤษต้องไปรีแมตช์กับเบลเยี่ยมในรอบชิงอันดับที่ 3 วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม ทั้งสองคู่ยิงสดช่อง True4U (ช่อง 24), ททบ. 5 HD (ช่อง 1),  AMARIN TV HD (ช่อง 34) 

โครเอเชีย : ระบบ 4-2-3-1
GK 23. ดานิเยล ซูบาซิช - 2. ซิเม่ เวอร์ซัลโก้, 6. เดยัน ลอฟเรน, 21. โดมากอย วิด้า, 3. อิวาน สตรินิช (22. โยซิป ปิวาริช) - 11. มาร์เซโล่ โบรโซวิช, 7. อิวาน ราคิติช - 18. อันเต้ เรบิช (9. อันเดร ครามาริช น.101), 10. ลูก้า โมดริช (19. มิลาน บาเดลจ์), 4. อิวาน เปริซิช - 17. มาริโอ มานด์ซูคิช (5. เวดราน ชอร์ลูก้า น.115)

สำรองไม่ได้ใช้
GK 1. โดมินิค ลิวาโควิช, GK 12. ลอฟเร่ คาลินิช, 13. ทิน เยดวาย, 15. ดูเย่ ชาเลต้า ชาร์, 21. โดมากอย วิด้า, 8. มาเตโอ โควาชิช, 14. ฟิลิป บราดาริช, 20. มาร์โก เปียซ่า

กุนซือ : ซลัตโก้ ดาลิช


อังกฤษ : ระบบ 3-5-2
GK 1. จอร์แดน พิคฟอร์ด - 2. ไคล์ วอล์กเกอร์ (11. เจมี่ วาร์ดี้ น.111), 5. จอห์น สโตนส์, 6. แฮร์รี่ แม็กไกวร์ - 12. คีแรน ทริปเปียร์, 7. เจสซี่ ลินการ์ด, 8. จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (4. เอริค ดายเออร์ น.97), 20. เดเล่ อัลลี, 18. แอชลี่ย์ ยัง (3. แดนนี่ โรส น.91) - 9. แฮร์รี่ เคน, 10. ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (19. มาร์คัส แรชฟอร์ด น.74)

สำรองไม่ได้ใช้
GK 13. แจ็ค บัตแลนด์, GK 23. นิค โป๊ป, 15. แกร์รี่ เคฮิลล์, 16. ฟิล โจนส์, 22. เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, 17. ฟาเบียน เดลฟ์, 21. รูเบ็น ลอฟตัส-ชีค, 14. แดนนี่ เวลเบ็ค

กุนซือ : แกเร็ธ เซาธ์เกต