​ชัยชนะอันหอมหวานของ "เร้ด แมชชีน" พร้อมกับการยัดเยียดความปราชัยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นนัดแรกในเกมลีกฤดูกาล 2017-2018 ยังคงมีการพูดถึงกันจนถึงตอนนี้

ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงโชว์ศักยภาพในเกมรุกได้อย่างโดดเด่น ด้วยการเจาะตาข่าย "เรือใบสีฟ้า" ได้ถึง 4 ลูกเป็นทีมแรกในปีนี้ ทั้งๆที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พ่อมดน้อยแห่งบราซิล ได้ย้ายไปร่ายเวทมนตร์ให้กับ บาร์เซโลน่า เรียบร้อย

เรียกได้ว่าหลังจบเกมสาวก "เดอะ ค็อป" ต่างแซ่ซ้องกันทั่วโลกโซเชียลว่า .. คูตินโญ่ คือใครวะ ?

ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ต่างยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเช่นเดิม แถมมี อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ที่เข้ามาช่วยด้วยการทำ 1 ประตู พร้อมกับอีก 1 แอสซิสต์

แต่การยิง 4 ประตู ใส่ แมนฯ ซิตี้ เก็บ 3 แต้ม มันต้องแลกมากับอาการหัวใจเกือบวาย

เพราะเป็นชัยชนะที่แผลถลอกปอกเปิกเต็มตัว

"หงส์แดง" ควรปิดเกมไปแล้วตั้งแต่ขึ้นนำ แมนฯ ซิตี้ 4-1 แต่พวกเขาต้องทำให้แฟนบอลหยุดหายใจไปชั่วขณะ ในช่วงที่ถูกไล่ตามหลังมาเป็น 4-3 แล้วมีจังหวะทดเจ็บนาทีสุดท้ายที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้โฉบมาโหม่งเสาแรกจากลูกฟรีคิก บอลเฉียดพุ่งเข้าข้างด้านตาข่ายหลุดไปนิดเดียว

จากสบายๆ กลายเป็นรอดตายแบบหวุดหวิด

แผลแรก

ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นทีมที่เล่นถ่วงเวลาไม่ค่อยเป็นสักเท่าไหร่ ในช่วง 10-15 นาทีสุดท้าย พวกเขายังคงเลือกใช้การวางบอลยาวไปข้างหน้า มากกว่าที่จะเลือกการถ่ายบอลให้กับเพื่อนใกล้ตัว เพื่อกินเวลา ซึ่งมันทำให้เก็บบอลได้น้อยลง กลายเป็นคู่แข่งเก็บบอลได้มากขึ้น และจากนั้นมันก็เป็นต้นเหตุของการเสียประตู 2 และ 3

แผลสอง

เกมรับของ ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นจุดอ่อนของทีมอยู่เช่นเดิม เราจะเห็นได้หลายครั้งที่นักเตะเข้าพรวดพราด เป็นที่มาของการเสียประตู โดยเฉพาะลูกแรกของ โจ โกเมซ ยิ่งในตอนที่ ลิเวอร์พูล ขวัญเสีย โดนยิงประตูไล่มา พวกเขาจะเกิดอาการลนลานกันเอง ยิ่งท้ายเกมยิ่งชัด ขนาดเกมนี้นักเตะแนวรับหลายคนอย่าง ลอฟเรน, มาติป และ โรเบิร์ตสัน เล่นเข้าฝัก แต่ก็ยังเสียถึง 3 ประตู

แผลสาม

ยังคงยืนยันคำเดิมว่าหาก ลิเวอร์พูล ต้องการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับสโมสรอื่น พวกเขาจำเป็นจะต้องมีผู้รักษาประตูที่ดีกว่านี้ การส่ง ลอริส คาริอุส ลงเฝ้าเสา ทำให้เห็นทันทีว่าเขาเองยังไม่ดีพอเช่นเดียวกับ ซิมงต์ มิโญเล่ต์ .. จริงอยู่การเสียลูก 2 และลูก 3 มันเป็นเพราะกองหลังล้วนๆ แต่สำหรับน้องอู๊ด การยิงตรงกรอบ 90 % คือเข้าประตู โดยเฉพาะลูกแรกที่เสีย เขามีส่วนต้องรับผิดชอบไม่แพ้ โจ โกเมซ เพราะปิดเสาแรกไม่ดี .. ใช่ครับ เลรอย ซาเน่ ยิงแรงมาก แต่ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคนอื่น ยกตัวอย่างเป็น ดาบิด เด เคอา คงจะเซฟลูกนี้ได้

แผลสี่

มันเป็นแผลที่ใครมองแล้วมันอาจจะไม่เห็นมันก็ได้ แต่ถ้าไม่รีบรักษาเกรงว่ามันจะกลายเป็นแผลใหญ่มากกว่านี้ .. การใช้ เอ็มเร่ ชาน, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม และ แชมเบอร์เลน เป็น 3 คนในแผงมิดฟิลด์ นับว่าเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ในการเล่นแบบ "เกเก้นเพรสซิ่ง" วิ่งไล่กดดันคู่แข่งเพื่อเอาบอลกลับคืนมา แต่ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง การจ่ายบอลทะลุช่องแบบที่ "คูตี้" เคยทำมันขาดหายไป หรือบางจังหวะที่มีโอกาสในแทงตัดแนวรับ ก็มักจะช้าไป 2-3 จังหวะ มีเพียงลูกเดียวที่ แชมเบอร์ จ่ายไปให้กับ "ฟีร์โน่" เบียดกับ จอห์น สโตนส์ หลุดไปยิงขึ้นนำ 2-1 หากวันใด "หงส์แดง" ต้องเจอกับทีมตั้งรับเน้นอุด พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายบอลให้เฉียบคมกว่านี้

Haiihowdy