ในโลกลูกหนังนั้น ถ้าถามหาเกม "ดาร์บี้แมตช์" ก็มีให้เห็นเต็มไปหมด ทุกลีก ทุกระดับ กล่าวกันว่า "ดาร์บี้แมตช์" นั้นเป็นการแข่งขันของทีมที่อยู่ในเมือง ในเขต หรือในย่านเดียวกัน แต่ก็มี "ดาร์บี้แมตช์"

บางเกม ที่เป็นการเจอกันของทีมต่างเมืองกันเช่นศึก "แดงเดือด" ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล หรือเกม "เอล กลาซิโก้ ดาร์บี้" ระหว่าง 2 ทีมต่างแคว้นในแดนกระทิงดุอย่าง เรอัล มาดริด พบ บาร์เซโลน่า สำหรับผมแล้ว "ดาร์บี้แมตช์" ไม่ได้จำกัดเพียงการแข่งขันกันระหว่างทีมร่วมเมืองเท่านั้น แต่บางครั้ง "ดาร์บี้แมตช์" มันอาจหมายถึงการแข่งขันกันทั้งในเรื่องของศักดิ์ศรีในทีม การเจอกันของทีมที่ใหญ่ไม่แพ้กัน หรือแม้แต่การของทีมที่มาจากเมืองที่เกิดการแข่งขันกันทั้งในเรื่อง เศรษฐกิจและการเมืองก็เป็นได้ เพราะสำหรับบางคนฟุตบอลเป็นแค่เกมกีฬา แต่สำหรับบางคนแล้วฟุตบอลเป็นยิ่งกว่าชีวิตหรือลมหายใจ ผมว่าคุณเองก็น่าจะเคยได้ยลกันมาหลายต่อหลายเกม แต่สำหรับผมนั้น ไม่มีเกมไหนจะแปดเปื้อนและเดือดดาลได้เท่า "นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้" อีกแล้ว

ในแต่ละเกมดาร์บี้แมตช์ก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไป แน่นอนว่า "นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้" ก็เช่นกัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า? "ทำไม "เดอะ กูนเนอร์ส" และ "ยิดส์ อาร์มี่ส์" ถึงยืนกันอยู่คนละฝั่งอย่างสุดขั้ว ผมว่ามันสุดขั้วยิ่งกว่าขั้วการเมืองของบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสียอีกนะ สุดขั้วถึงขนาดไม่มีวันกลับมาสมานฉันท์กันได้ ลืมคำว่า "ปรองดอง" ไปได้โดยสิ้นเชิง เกลียดกันเข้าไส้ถึงขั้นที่ว่า "ร่างกายต้องการปะทะ" ตลอดเวลา วันนี้ "อารมณ์ "คม" คาย" พาทุกท่านมาพบกับหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ "บัดซบ" ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษครับ

"เจอกันครั้งแรกก็ไม่น่าประทับใจเสียแล้ว"

กาลครั้งหนึ่งนานมาสัก 130 ปีที่แล้วหรือราวปี 1886 สโมสรฟุตบอลในประเทศ อังกฤษ สโมสรหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นและใช้ชื่อว่า "รอยัล อาร์เซน่อล" เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีถิ่นฐานอยู่ในย่าน "พลัม สตี๊ด" ย่านชุมชนที่ตั้งอยู่ในโซนตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน ซึ่งหลังจากตั้งสโมสรได้ 1 ปี "รอยัล อาร์เซน่อล" ก็เชิญทีมบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง "ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์" มาเตะอุ่นเครื่องกัน ดังนั้นประวัติศาสตร์ลูกหนังแดนผู้ดีได้จารึกไว้ว่า "นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้" อย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 1887 แต่มันก็เป็นเกมการแข่งขันที่แข่งได้เพียงแค่ 75 นาที เพราะอยู่ดีผู้ตัดสินในเกมดังกล่าวก็ประกาศยกเลิกเกมการแข่งขันก่อนหมดเวลา 15 นาที ด้วยเหตุผล "ฟ้าจะมืดแล้ว" ซึ่งในเวลานั้น สเปอร์ส นำอยู่ 2-1 หากเป็นปัจจุบันกาลสิงห์เชิ้ตดำคนดังกล่าวอาจโดนเรียกมาปรับทัศนคติเสียหน่อย แต่ตอนนั้นไฟฟ้ายังไม่แพร่หลาย ครั้นจะให้เล่นภายใต้แสงฟืนไฟก็ดูจะไม่ใช่เรื่องชวนหัว เกมทั้งหมดยุติลงทั้งที่กำลังจะเป็นชัยชนะแรกของ "ไก่เดือยทอง" อยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นโมฆะ และไม่ต่างอะไรกับการถูก "ปล้นชัย" และจากวันนั้นผ่านไปอีก 22 ปี 4 ธ.ค. 1909 ทั้ง 2 ทีมกลับมาเจอกันอีกครั้งในเกมลีกของฤดูกาล 1909/10 ทุกอย่างเปลี่ยนไป และครั้งนั้นเป็น "รอยัล อาร์เซน่อล" ที่เก็บชัยชนะได้ 1-0 จากประตูชัยของ "วอลเตอร์ ลอว์เรนซ์" 

"เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส ผู้จุดชนวนระเบิด"

อ่านถึงตอนนี้คุณผู้อ่าน อาจเริ่มตั้งคำถามว่า "มันแตกหักรุนแรงกันตรงไหนวะ?" ตรงนี้นี่แหละครับ ตรงที่เมื่อ เซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส นักธุรกิจใหญ่เส้นสายแน่นหนาเข้ามาเทคโอเวอร์ "รอยัล อาร์เซน่อล" ในปี 1910 เขาใช้เวลา 3 ปีและทำทุกอย่างให้ รอยัล อาร์เซน่อล ย้ายถินฐานจากย่านเดิมอย่าง พลัม สตี๊ด ไปอยู่ที่ ไฮบิวรี่ พูดง่ายๆก็คือเปลี่ยนจากสโมสรทางตะวันออกเฉียงใต้มาเป็น "ตะวันออกเฉียงเหนือ" ของกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการ นั่นคือสิ่งที่แฟนบอล สเปอร์ส พยายามบอกทั้งโลกแม้จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ว่าพวกเขาคือ "นอร์ท ลอนดอน" ตัวจริง เกิดมาก็เป็นเลย ไม่ใช่พวก "ประกอบสร้าง" ขึ้นมา และ อาร์เซน่อล คือทีมที่พยายามจะขึ้นมาทาบรัศมีทีมที่มาก่อนอย่างพวกเขาเท่านั้น ในตอนนั้นไม่ใช่แค่ สเปอร์ส ทีมเดียวที่คัดค้านการย้ายถิ่นฐานของ อาร์เซน่อล แต่ เชลซี และ โอเรียนท์ (ทีมเก่าในเวลานั้น) ต่างก็ร่วมออกเสียงค้านด้วย เพราะเกรงว่า "ไอ้ปืนใหญ่" จะมาแย่งฐานแฟนบอลของตัวเองไป แม้แต่แฟนบอล อาร์เซน่อล เองในเวลานั้น ถึงขนาดเปรียบเทียบการย้ายถิ่นฐานของทีมว่าไม่ต่างอะไรกับการย้ายสโมสร ลิเวอร์พูล ไปตั้งไว้ที่เมือง แมนเชสเตอร์ เลยทีเดียว แต่อำนาจของ "เซอร์ นอร์ริส" ดูจะไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะคำประท้วงของทุกสโมสรไม่เป็นผล และเป็นที่มาของ "นอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้" แบบที่ทั้ง 2 ทีมอยู่ใน "นอร์ท ลอนดอน" เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ของปี 1914 ซึ่งตอนนั้น อาร์เซน่อล เป็นทีมในลีก ดิวิชั่น 2 ส่วน สเปอร์ส เป็นทีมดิวิชั่น 1 และวันนั้น อาร์เซน่อล ถล่ม สเปอร์ส ไปถึง 5-1 จากนั้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เป็นระฆังพักยกของทั้งคู่ไปหนึ่งคำรบ

"วันแตกหัก" 

"ทำไม นอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้ ระหว่าง อาร์เซน่อล และ สเปอร์ส" ถึงได้เดือดดาลกันได้ขนาดนั้นน่ะหรือ? 

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 ไฟแค้นของทั้ง 2 ทีมจากเรื่องเดิมๆที่เคยเป็นมาไม่ได้ลงน้อยลง แถมทวีดีกรีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1919 เรื่อง "อัปยศ" ที่สุดระหว่างทั้ง 2 ทีมก็เกิดขึ้นจนได้ ตอนนั้นเป็นฤดูกาล 1919/20 วงการลูกหนังกลับมาดวลแข้งกันอีกครั้งเมื่อไฟสงครามดับลง และ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ "เอฟเอ" ก็ตกลงใจเพิ่มทีมในลีกดิวิชั่น 1 ลีกสูงสุดในเวลานั้นจากเดิม 20 ทีมเป็น 22 ทีม โดยอิงผลจากฤดูกาลก่อนสงครามจะเริ่มคือ 1914/15 เป็นหลัก ตอนนั้น ดาร์บี้ และ เปรสตัน คือ 2 ทีมจากลีกดิวิชั่น 2 ที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่แล้ว ถ้าตามสากลที่เราเห็นก็คือ 20 ทีมเดิมยังอยู่ 2 ทีมจากลีกล่างเลื่อนชั้นขึ้นไป อันนี้พอเข้าใจได้ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นสิครับ เชลซี และ สเปอร์ส ที่ได้อันดับ 19 และ 20 ตามลำดับกำลัง "บุญหล่นทับ" ได้อยู่ในลีกต่อ แต่อยู่ดีด้วยอิทธิพลของ นอร์ริส ก็พลิกสถานการณ์ทุกอย่างด้วยการทำให้ สเปอร์ส ตกชั้น แล้วให้ อาร์เซน่อล ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดแทนด้วยเหตุผล "อันดับ 20 สมควรแก่การตกชั้นอยู่แล้ว ไม่ควรได้สิทธิ์เล่นในลีกสูงสุดต่อไป" แน่นอน สเปอร์ส ย่อมต้องประท้วงแน่นอน เพราะ เชลซี ซึ่งเป็นอันดับ 19 ยังได้อยู่ต่อ ทำไมพวกเขาต้องตกชั้นไปเล่นลีกรองด้วยล่ะ ถกเถียงกันอยู่นานแต่บทสรุปไม่เปลี่ยนแปลง นอร์ริส ใช้ทุกอย่างที่เขามี ทั้งการเป็นเจ้าของทีม อาร์เซน่อล และบอร์ดสมาคมลูกหนังแดนผู้ดี ล็อบบี้ผลโหวตในคราวนั้น โดยเฉพาะกับ จอห์น แม็คเคนน่า เจ้าของทีม ลิเวอร์พูล และประธาน เอฟเอ ในเวลานั้น เพื่อทำให้ทีมร่วมเมืองหล่นลงไปอยู่ลีกรองจนได้ ผลโหวตของ เอฟเอ ในครั้งนั้นคือเห็นด้วยกับ นอร์ริส 18-8 เสียง และสุดท้าย อาร์เซน่อล ที่จบอันดับ 5 ของดิวิชั่น 2 (มีทีมอย่าง เบอร์มิงแฮม และ วูล์ฟ ที่ได้อันดับ 3 และ 4 ก็ไม่ได้เลื่อน) ได้เลื่อนชั้น แต่ สเปอร์ส ตกชั้น แม้พยายามยื้อด้วยการฟ้องร้องต่อศาลแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ สเปอร์ส ได้รับในเวลานั้นคือความพ่ายแพ้ และแม้แต่สื่อในอังกฤษที่ว่ากันว่าเป็นจอมขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆก็ไม่กล้าโจมตีเรื่องนี้ มันน่า "อัปยศ" สิ้นดีใช่ไหมล่ะครับ

คุณก็รู้ว่าการเป็นทีมในลีกสูงสุดกับลีกรองลงมาผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฟางเส้นสุดท้ายของเหตุการณ์ครั้งนี้มอดไหม้ไปเพราะการตกชั้นของ สเปอร์ส นับแต่นั้น "นอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้" จึงมีแต่ความเคียดแค้น ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีมิตรภาพ หรือคำว่า "กีฬา" ที่ต้องรู้จักแพ้ ชนะ และ อภัย สำหรับทั้งคู่อีกต่อไป ทุกครั้งที่แฟนบอลของทั้ง 2 ทีมพบกัน มักจบด้วยเหตุการณ์การปะทะ เหตุตะลุมบอนของกองเชียร์ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดขึ้นได้ไม่เว้นแต่ละวัน สื่ออังกฤษในเวลานั้นเปรียบเทียบกองเชียร์ทั้ง 2 ทีมว่า "ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่กระหายเลือด" ในสนามเองก็เช่นกันทั้งการเล่นนอก การเข้าสกัดรุนแรง ถึงขั้นทำร้ายผู้ตัดสินก็ยังเคยมี และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "ดาร์บี้แมตช์" ที่เลวร้ายที่สุดเกมหนึ่งของโลก แม้ทุกวันนี้ทุกอย่างจะแสดงให้เห็นออกมาเพียงในเกมการแข่งขัน แต่นอกเกมทั้ง "ยิด อาร์มี่ส์" และ "กูนเนอร์ส" ทั้งหลายก็ไม่ต่างอะไรกับสงครามเผ่าพันธุ์ดีๆนี่เอง

อธิคม ภูเก้าล้วน