ทุกความหวังย่อมมีโอกาสและทุกโอกาสย่อมมีความหวังในย่านอาเซียน! ปฏิเสธไม่ได้ว่าทัพ“ช้างศึก” เป็น“เต้ย”ที่มีศักยภาพสูงกว่า ความสามารถเฉพาะตัวเหนือกว่า และความแข็งแกร่งของร่างกายดีกว่าทุกทีมในภูมิภาคนี้ แต่เมื่อเทียบไปอีกขั้นระดับเอเชีย มันคงเป็นอะไรที่แตกต่างไม่น้อยนี่แหละครับคือ “กำแพง" ที่เราต้องก้าวข้าม

มันคือความถูกต้องกับการวางแผนระยะยาว ซึ่งทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีชุดนี้ มี“คุณเดียร์"วทันยา วงษ์โอภาษี เป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลภาพรวม และมี “โค้ชโย่ง”วรวุธ ศรีมะฆะ เป็นเฮดโค้ช ผู้เตรียมทีมให้พร้อมรบ

โดยล่าสุดทัพ “ช้างศึกจูเนียร์” ทีมชาติไทย ยู-21 ก็เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมเตรียมทีมตามปฎิทินฟีฟ่าเดย์ และลงอุ่นแข้ง 2 เกม (ชนะ ชลบุรี เอฟซี 7-2, ชนะ เอสซีจี เมืองทอง 2-0) ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา แน่นอนว่ารอบนี้ ผลงานการลงทีมถือว่า คงสร้างรอยยิ้มให้กับแฟนๆ ไม่น้อย 

แม้จะไม่มีผู้เล่นอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, อดิศร พรหมรักษ์, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา และนฤบดินทร์ วีระวัฒโนดม ที่พาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์ และผ่านไปลุยรอบสุดท้ายเพื่อคัดตัวแทนเอเชียไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปีกลาย เพราะถึงตรงนี้ พวกเขาเหล่านั้นต่างล่วงเลยวัยอายุลงทำการแข่งขันหมดแล้ว

แต่ทัพ “ช้างศึกจูเนียร์”สามารถสร้างสายเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน เพราะด้วยลีกอาชีพแดนสยามมีการพัฒนาขึ้นมาเยอะ ทำให้สามารถคัดเลือกผู้เล่นฝีเท้าดีในระดับเกณฑ์อายุขึ้นมาเสริมได้อย่างไม่ยาก มันจึงก่อให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

กับการเก็บตัวที่ผ่านมา เท่าที่ตามไปสังเกตการอย่างใกล้ชิด ต้องบอกเลยว่า ทีมชาติไทย ยู-21 ชุดนี้ ผู้เล่นแต่ละรายโปร์ไฟล์และฝีเท้าเกินอายุ ฉะนั้นจะพาไปดูกันว่า ถ้าให้เลือกมา 5 คน จะมีคนไหนบ้างที่น่าจับตามองในการเป็นความหวังของทีม

เริ่มกันที่คนแรก “บอล” ชัยวัฒน์ บุราญ ปีกซ้ายดาวรุ่งพุ่งแรงจากทัพ “กิเลนผยอง”เอสซีจี เมืองทอง ทีมจ่าฝูงไทยลีก โดยเด็กหนุ่มจากแดนใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช รายนี้ ขึ้นชั้นมาจากทีมชาติไทย ยู-19 จึงแทบไม่ต้องสงสัยในความสามารถของฝีเท้า

 ในเกมอุ่นเครื่องกับ ชลบุรี “บอล” สามารถทำได้หนึ่งประตู และเกมกับต้นสังกัด “กิเลนผยอง” แม้จะยิงไม่ได้ แต่ภาพรวมเขาทำได้แทบไม่มีที่ติ ส่วนสไตล์การเล่นเห็นได้ชัดเจนว่า แข้งหนุ่มวัยอย่างเข้า 20 ปี มีความเร็วเป็นอาวุธและที่สำคัญคือการครอสบอลที่ค่อนข้างแม่นยำ

องค์ประกอบข้างต้น ทำให้เขาดูโดดเด่นและน่าจับตามอง เพราะหากส่องไปที่แข้งรายอื่น เขาแทบจะแบบเบอร์กับการยึดพื้นที่ตัวรุกทางซ้ายเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามปัญหามันอยู่ที่การลงสนามอย่างต่อเนื่องกับต้นสังกัด แต่เขาไม่ใช่ตัวจริงในทีมเมืองทองนี่สิ คงขาดความต่อเนื่องน่าดู

รายต่อมา หากเอ่ยชื่อ “เธค” สุริยา สิงห์มุ้ย เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเจ้าตัวเคยก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่มาแล้ว แถมยังอยู่คว้าอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ และแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ผ่านมาอีกด้วย

แข้งจากเมืองสงขลา ในวัย 21 ปี ถือเป็นพี่ใหญ่ของทีมชุดนี้เลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่ทราบเจ้าตัวมีประสบการณ์ในนามทีมชาติเพียบ ส่วนฟอร์มการเล่นในการยืนตำแหน่งแบ็กซ้ายก็ทำหน้าที่ได้ดีทั้งสองเกมที่ลงอุ่นแข้ง แถมข้อดีคือสามารถขยับมาเล่นแดนกลางได้อีกด้วย

แน่นอนว่า หากไม่มีเหตุการณ์ “แอคซิเดน” บาดเจ็บ “เธค” จะเป็นกำลังสำคัญที่ทีมจะขาดไม่ได้เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็ต้องมาลุ้นให้เขาพัฒนาฟอร์มยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเหมือนว่าช่วงหลังจะดร็อปลงไปกว่าเก่านิดหน่อย แม้จะยึดหัวหาดในทัพ “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน ก็ตาม

ขยับมาที่ ตำแหน่งสำคัญ คือปราการหลังตัวกลาง จากรายชื่อทั้งหมดที่เรียกๆ มาเก็บตัว “หนึ่ง” วรวุฒิ นามเวช แนวรับจากเชียงราย ยูไนเต็ด ดูจะมีโปร์ไฟล์และประสบการณ์ที่ค่อนข้างเป็นต่อคนอื่นๆ เลยทีเดียว เพราะเขาได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอกับทัพ “กว่างโซ้ง” ในไทยลีก

ด้วยวัยแค่ 20 ปี แต่รูปร่างและความสูงกินขาดเพื่อนร่วมรุ่นเลยทีเดียว โดยจุดเด่นของ “หนึ่ง” คือลูกกลางอากาศที่มีการขึ้นดักบอลค่อนข้างเฉียบขาด รวมถึงการเข้าตัดบอลด้วยเซนต์ของกองหลังที่แม่นยำ ทำให้เขาเองถูกจับตามองว่าจะเป็นกำลังสำคัญของทีมชุดนี้ 

ต่อกันที่ “พี” ศศลักษณ์ ไหประโคน มิดฟิลด์วัย 20 ปี จากเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเขานับเป็นดาวรุ่งที่มีฝีเท้าไม่ธรรมดา ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของสโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด อย่าง โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี และไม่เคยผ่านทีมชาติชุดไหนมาก่อน

อดีตแข้งยอดเยี่ยมฟุตซอลนักเรียน ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดจนถูกดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ “แข้งเทพ” และเมื่อยามเขามีโอกาสลงสนาม ก็มักจะสร้างผลงานอันน่าประทับใจอยู่เสมอ เพราะจุดเด่นของเขาคือทักษะฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการทำประตูได้อย่างเฉียบคมในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมและลงอุ่นแข้งที่ผ่านมา “พี” ถือว่าทำผลงานสอบผ่าน แม้จะถูก “โค้ชโย่ง” จับมาเล่นตำแหน่งที่ไม่ถนัดอย่างปีกขวาก็ตาม นั่นจึงแสดงให้เห็นว่าเด็กรายนี้สามารถปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่งหากเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ก็การันตีการเป็นแข้งหลักได้เลย

ปิดท้ายที่ “กัปตันเจน” เจนรบ สำเภาดี สำหรับแข้งรายนี้แน่นอนว่าเขาการันตีการเป็นตัวความหวังในการจบสกอร์ในแดนหน้าของทีมไปแล้ว เพราะอย่างที่ทราบกันดี ช่วงหลังๆ แข้งไทยในตำแหน่งศูนย์หน้าที่ฝีเท้าเด็ดขาดจัดจ้านที่พอฝากผีฝากไข้หาได้น้อยเหลือเกิน

ดาวยิงวัย 21 ปี กลายเป็นที่จับจ้องตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะเจ้าตัวถือเป็นยอดกองหน้าในระดับเยาวชนของยุคนั้นๆ ด้วยความสามารถในการทำประตูคู่แข่งได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลูกยิง หรือโหม่ง จนสุดท้ายเจ้าตัวเองก็พัฒนาต่อยอดจนติดธงไตรรงค์ไล่เรียงรุ่นมาตามลำดับ

ส่วนผลงานอุ่นเครื่อง แม้ว่ายังมีอะไรให้ต้องปรับปรุงอีกเยอะกับการเป็นความหวังของทีม เพราะยิงได้แค่ลูกเดียวจาก 9 ประตูที่ทีมทำได้ แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า หนุ่มน้อยมังกรไฟรายนี้ จะงัดฟอร์มเด็ดและไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อถึงทัวร์นาเม้นท์แข่งขัน เหมือนที่เขาเคยทำมาก่อนหน้านี้

จากข้างต้น นี่ละครับคือ 5 แข้งที่น่าจับตามองของการเก็บตัวที่ผ่านมา ว่าพวกเขาเหล่านี้จะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญของทีม เพื่อทำเป้าหมายในภารกิจต่างๆ ต่อไป แต่ทั้งนี้นักเตะที่เหลืออีกๆ หลายคน เช่นกัน ที่น่าติดตามการพัฒนาเพื่อต่อยอดเป็น “เน็กซ์เจน” 

ไม่ว่าจะเป็น  “เต้” พิธิวัต สุขจิตรธรรมกุล, “เพียว” รัตนัย ส่องแสงจันทร์, “เก้ง” สันติภาพ จันทร์หง่อม, “เบนซ์” ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา, “วงค์” วงศกร ชัยกุล เทวินทร์, “เจน” เจนภพ โพธิ์ขี, “บีท” สุประวีณ์ มีประทัง, “โย่ง” เนติพงษ์ แสนมะฮุง, “ปาร์ค” ยศวรรธน์ มนทา “เอิร์น” พีระพงษ์ เรือนนินทร์, “สอง” อภิรักษ์ วรวงษ์, “ปลั๊ก” ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์, “เบิร์ต” เกียรติศักดิ์ ธูปขุนทด, “ยิ้ม” พงษ์ศักดิ์ บุญทศ, “อาร์ท” สุรเดช กลั่นขำ และรวมถึงแข้งที่ถูกเรียกตัวสลับมาเก็บตัวฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ เอาเป็นว่าคอยติดตามให้กำลังใจพวกเขากันต่อไปก็แล้วกัน