"ร่วมใจอนุรักษ์ ก่อนรู้จักเพียงตำนาน" อาจเป็นคำขวัญที่เหมาะกับยุคปัจจุบันก็เป็นได้ เพราะหลายสิ่งที่คนในยุคก่อนมิลเลนเนี่ยมคุ้นเคยก็เริ่มจะหายไป รวมถึงกีฬาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง 'การเล่นว่าว' ก็เช่นกัน

ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วิถีชีวิตในวัยเด็กเปลี่ยนตามไปด้วย ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เด็ก ๆ อาจจะคุ้นเคยกับการเล่นเกมในมือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต แต่สำหรับบางคนที่โตมาในยุคที่ยังไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเช่นนี้ ความสนุกคงอยู่กับการออกไปข้างนอก เล่นสนุกกับเพื่อน ๆ บางวันที่อากาศกำลังดี ลมพัดเย็นสบายก็อาจจะอ้อนพ่อแม่ให้เหลาไม้ไผ่ ติดกระดาษ ร้อยเชือกเพื่อทำว่าวมาเล่นกับเพื่อน ๆ

ประวัติศาสตร์การเล่นว่าวของไทยมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปรากฏความแพร่หลายของการเล่นว่าวในยุคนี้ ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์อย่างพระร่วงก็ยังทรงว่าว เคยมีตำนานเล่ากันว่าในวันหนึ่งที่พระองค์ทรงว่าวอยู่นั้น ว่าวได้เกิดขาดและไปตกยังเมืองตองอู จนทำให้ทรงได้พบกับสาวสวยนางหนึ่งแล้วบังเกิดเป็นความรักและได้อภิเษกสมรสในเวลาต่อมา นอกจากนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้ว่าวในการสงครามด้วย โดยการติดลูกระเบิดไว้กับว่าว ให้กระแสลมพัดไปยังเขตอริราชศัตรูแล้วทิ้งระเบิดสร้างความเสียหาย

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับการเล่นว่าวที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร (เครดิตรูป : sci4fun.com)

ในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังปรากฏการเล่นว่าวในราชอาณาจักรเช่นกัน โดยมีหลักฐานเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดสำคัญในรัชกาลที่ 4 ที่เป็นภาพประชาชนกำลังเล่นว่าวในท้องทุ่ง นอกจากนี้ในกาลต่อมา พระยาภิรมย์ภักดี ต้นตระกูลภิรมย์ภักดีในปัจจุบัน นอกจากเป็นเจ้าของโรงเบียร์รายแรกในสยามแล้ว ยังเจนจัดในวงการว่าวไทยจนสามารถเขียนตำราว่าวพนัน และเป็นนายสนามแข่งว่าวอีกด้วย

เมื่อพูดถึงตำนานของว่าวไทยแล้วจะไม่พูดถึงลักษณะว่าวจุฬาและปักเป้าก็คงไม่ได้

ว่าวจุฬา (ทรงดาว 5 แฉก) กับว่าวปักเป้า (ทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน)

ว่าวปักเป้ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีหางยาวถ่วงที่ปลายว่าว มี "เหนียง"  หรือสายป่านความยาว 8 เมตรผูกเป็นห่วงรูปครึ่งวงกลมใต้คอซุงเป็นอาวุธ เพื่อใช้คล้องว่าวจุฬาให้เสียการทรงตัวในการแข่งขัน

ส่วนว่าวจุฬานั้นมีขนาดใหญ่กว่าว่าวปักเป้าประมาณ 4 เท่า มีลักษณะเป็นรูปดาว 5 แฉก มี "จำปา" เป็นไม้เหลาโค้ง 8 อันมัดรวมกันเป็นหนึ่งดอก โดยจะติดที่สายป่านใต้คอซุง 4 ดอก เอาไว้เกี่ยวสายป่านหรือสายว่าวปักเป้าเพื่อลากเข้าแดนตนเองในการแข่งขัน

ผังการแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้า

สำหรับการแข่งขันนั้นจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายจุฬาจะอยู่เหนือลม ฝ่ายปักเป้าจะอยู่ใต้ลม โดยผู้ชักว่าวจะไม่ล้ำไปยังแดนของอีกฝ่าย โดยต้องทำให้ว่าวของอีกฝ่ายลอยตกลงในแดนของตนเองจึงจะถือว่าชนะการแข่งขัน  เว้นแต่ว่าว่าวทั้ง 2 ฝ่ายตกในแดนตนเอง หรือว่าวหลุดขาดจากกันกลางอากาศไม่ติดพันกันก็ไม่นับคะแนน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรที่ท้องสนามหลวง เห็นไพร่ฟ้าประชาชนเล่นว่าวกันมากมาย พระองค์เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี จึงจัดแข่งขันว่าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ สนามม้านางเลิ้ง โดยคู่ที่แข่งขันได้อย่างดุเดือดที่สุดจะได้รับพระราชทานผ้าแพรที่ลงพระปรมาภิไทย จปร. ประดับที่ตัวว่าว ซึ่งในระยะหลังมานี้ พิธีประดับผ้าแพรได้หายไปจากการแข่งขันว่าวถึง 30 ปี และเพิ่งมีพิธีประดับผ้าแพรอีกครั้งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานผ้าแพรลงพระปรมาภิไทย สก. ให้แก่คู่แข่งขันประเภทดุเดือดที่สุด

สนามหลวงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของการแข่งขันว่าวตั้งแต่สมัยอดีต แต่สนามหลวงยังเป็นสถานที่สำคัญในการแสดงออกทางการเมืองอีกด้วย หากท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงหนึ่งนั้นจะทราบว่าสนามหลวงและบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมือง ทำให้งานแข่งขันว่าวและเทศกาลว่าวที่ท้องสนามหลวงต้องงดไปหลายปี เมื่อกีฬาสีทางการเมืองสิ้นสุดลงได้มีความพยายามให้เกิดการแข่งขันว่าวอีกครั้ง โดยคุณสันติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ริเริ่มตำนานว่าวจุฬา-ปักเป้าสนามหลวงได้เชิญสายว่าว (กลุ่มผู้ทำว่าวและแข่งขัน) เข้าพบและขอให้มีการจัดแข่งขันใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับเสียงตอบรับจากสายว่าวดีมาก จนในปีนี้มีสายว่าวเข้าร่วมถึง 20 กว่าสายและผู้คนเข้าร่วมงานกันอย่างแน่นขนัด

ด.ญ.กีรติ ฮิมสกุล หรือน้องจัสมิน วัย 9 ขวบ ผู้ที่จะสืบสานการเล่นว่าวไทยสืบไป

นอกจากนี้ยังเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะได้เห็นเยาวชนหน้าใหม่มาสืบสานวัฒนธรรมการเล่นว่าวอีกด้วย สายว่าวสิงห์-ลีโอ นำโดย คุณบุญธรรม ฮิมสกุล ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับหลานสาวของเขา ด.ญ.กีรติ ฮิมสกุล หรือน้องจัสมิน วัย 9 ขวบที่ผ่านการฝึกฝนมาระยะหนึ่งแล้วและสามารถชักว่าวจุฬาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ น้องจัสมินกล่าวว่าทางสายว่าวกำลังผลักดันให้เธอมีวิทยายุทธแก่กล้าเพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าสายว่าวในอนาคต

นอกจากการแข่งขันว่าวแล้วยังมีการจัดมหรสพและการแสดงต่าง ๆ มากมายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างไม่ขาดสาย ถือได้ว่าการเล่นว่าวนี้จะไม่หายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน หากเรายังช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามนี้ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป จะไม่กลายเป็นแค่ตำนานที่ตายแล้วอย่างแน่นอน