หากจะกล่าวถึงกีฬาสาธิต คงไม่มีใครไม่รู้จักบรรดาหมากกระดานต่าง ๆ ที่ต้องใช้สติปัญญาและไหวพริบในการเล่นอย่างมาก ในวันนี้ 'แมวส้ม' จะเสนอหมากกระดานชนิดหนึ่งที่ผู้อ่านอาจคุ้นหูคุ้นตากันมาบ้าง นั่นคือ 'หมากล้อม' นั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าหมากล้อมมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น ผ่านการ์ตูนดังอย่าง ฮิคารุเซียนโกะ ที่ทำให้เด็กไทยจำนวนหนึ่ง (รวมทั้ง 'แมวส้ม' เอง) หันมาหลงใหลในกีฬาชนิดนี้ แต่ที่จริงแล้ว หมากล้อมหรือที่เราเรียกติดปากว่า 'โกะ' นั่นมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนเมื่อราว 3,000 - 4,000 ปีก่อน โดยเรียกการละเล่นหมากล้อมว่า 'เหวยฉี' ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและขุนนาง

 

การ์ตูนเรื่อง "ฮิคารุเซียนโกะ" ที่ปลุกกระแสความนิยมกีฬาหมากล้อมในยุคหนึ่งของประเทศไทย

ต่อมาจึงได้แพร่หลายในญี่ปุ่นและเกาหลี โดยเฉพาะในญี่ปุ่นนั้นในช่วงสมัยหนึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก เพราะโชกุนสนับสนุนให้ทหารได้ฝึกวิทยายุทธ์ทางสมองด้วยการเล่น 'โกะ' และมีการคัดเลือกยอดฝีมือโกะจาก 4 สำนักใหญ่มาประลองปัญญากัน จนทำให้หลายร้อยปีต่อมามาตรฐานหมากล้อมของญี่ปุ่นก็แซงหน้าต้นกำเนิดอย่างจีนไปอย่างเรียบวุธ

โดยปัจจุบัน หมากล้อมได้แพร่ขยายไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย จนกระทั่งในปี 2522 ได้มีการก่อตั้ง 'สมาพันธ์หมากล้อมนานาชาติ' ขึ้นโดยมีประเทศเริ่มก่อตั้ง 15 ประเทศ ส่วนประเทศไทยนั้นได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในอีก 4 ปีถัดมา (ปี 2526)

คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ นายกสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย

แต่กว่าจะมีชมรมหมากล้อมขึ้นมาในประเทศไทยนั้นต้องรอไปถึงปี 2536 เลยทีเดียว โดยคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ นายกสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน ได้เริ่มก่อตั้งเป็นชมรมเล็ก ๆ อยู่บนชั้น 2 ของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขางามดูพลี จนต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่พัฒน์พงษ์ระยะหนึ่งเริ่มมีสมาชิกมากขึ้นจึงได้ย้ายมาอยู่ถนนสาทรเมื่อปี 2538 และในปี 2541 ได้ย้ายมาอยู่ที่ชั้น 2 อาคารสีลมปาร์ควิวจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2544 และ 2546 ชมรมหมากล้อมแห่งนี้ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬาหมากล้อม และเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทยตามลำดับ

การเล่นหมากล้อมนั้นมีกติกาคือการนับว่าฝ่ายใดมี 'ลมหายใจ' หรือพื้นที่ว่างของกลุ่มหมากบนกระดานมากที่สุด เห็นได้จากการแบ่งเม็ดหมากเป็นสีขาวและดำอย่างชัดเจน โดยในระหว่างการแข่งขันจะวางได้เพียงตาละ 1 ครั้งเท่านั้น ผู้แข่งขันจะสร้างพื้นที่ของตนเองและรุกรานพื้นที่ของอีกฝ่ายเพื่อชิงพื้นที่มาเป็นของตน ซึ่งแน่นอนว่าการเดินหมากต้องมีการปะทะกันบ้าง โดยกลุ่มหมากหรือเม็ดหมากใดโดนล้อมจนหมดลมหายใจจะถูกเก็บออกจากกระดานหรือที่เรียกกันว่า 'การจับหมากกิน' แน่นอนว่าก่อนจะกินหมากนั้นต้องมีมารยาทด้วยนั่นคือหนึ่งตาก่อนกินต้องกล่าวคำว่า "อาตาริ" เพื่อเตือนอีกฝ่ายให้ทราบว่ากำลังจะถูกกินแล้ว

ภายหลังจากความพร้อมใจจากทั้งสองฝ่ายเมื่อเห็นว่าไม่สามารถเดินหมากได้อีกแล้วจะทำการนับแต้มโดยยึดตามพื้นที่ที่ได้มาและนำเม็ดหมากที่ถูกกินมาเรียงถมบนพื้นที่ จากนั้นจึงนับจุดตัดที่ว่าง ฝ่ายใดที่มีที่ว่างมากกว่าจะชนะการแข่งขัน

นอกจากจะเป็นการเล่นสนุก ๆ แล้ว จะมีการวัดระดับฝีมือโดยแบ่งเป็นระดับมือสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยมือสมัครเล่นจะเริ่มจาก ระดับ 'คิว' ที่ 15 คิว ไปเรื่อยจนถึง 1 คิว เมื่อพ้นระดับคิวแล้วจะเข้าสู่ระดับ 'ดั้ง' จาก 1 ดั้ง ถึง 6 ดั้ง และหากได้เป็นแชมป์สมัครเล่นแห่งชาติจะได้เลื่อนเป็น 7 ดั้ง ส่วนระดับมืออาชีพนั้นจะเริ่มจาก 1 ดั้ง ซึ่งต้องผ่านระดับ 1 ดั้งให้ได้ก่อนอายุ 19 ปี เมื่อผ่านแล้วจะเลื่อนไปได้ถึง 9 ดั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุด ผู้ที่สนใจสามารถทดสอบวัดระดับฝีมือได้ที่สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย

ฤทธิ เบญจฤทธิ์ นักกีฬาหมากล้อมที่มีระดับฝีมือ 6 ดั้งของไทยในการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา

นักกีฬาหมากล้อมในไทยนั้นมีอยู่มากมายแต่คนที่จะได้ระดับดั้งสูง ๆ นั้นนับคนได้ โดยถ้าไม่นับนายกสมาคมฯ ที่ได้ระดับ 7 ดั้งแล้ว ระดับ 6 ดั้งมีเพียง 2 คนเท่านั้นคือ ดร.โฆษา เอรียา ที่เป็นอาจารย์ผู้สอนหมากล้อมให้นายกสมาคมฯ นั่นเอง และอีกคนหนึ่งคือ ฤทธิ เบญจฤทธิ์ นักกีฬาวัยหนุ่มที่เพิ่งผ่านสมรภูมิ 'The 36th World Amateur Go Championship' เมื่อกลางปีที่แล้วด้วยการคว้าอันดับ 12 มาครองนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ คุณผู้อ่านคงได้รับความรู้เกี่ยวกับกีฬาหมากล้อมไปพอสมควรเลย จะว่าไป 'แมวส้ม' เองก็อยากรื้อฟื้นความหลังครั้งยังเยาว์ด้วยการเล่นหมากล้อมเหมือนกัน แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ Sport Talk คอลัมน์กีฬาไทยและรอบโลก นะครับ