เรื่องราวที่ควรรู้จักของหญิงแกร่งชาวสุราษฎร์ธานี “ป้าจิ๋ว” อนงค์ ล่อใจ บุคคลที่กำลังถูกสังคมบอลไทยตราหน้าว่าเป็น “มนุษย์ป้าน่ารำคาญ”

เชื่อเหลือเกินว่าในชั่วโมงนี้คงไม่มีแฟนบอลคนใดไม่มีรู้จัก “ป้าจิ๋ว” อนงค์ ล่อใจ ผู้หญิงร่างเล็ก วัย 57 ปี จากเมืองสุราษฎร์ธานี ที่กลายเป็นกระแสบนสื่อและโลกออนไลน์ หลังพยายามฟ้องร้องศาลปกครองต่อการกระทำของคณะกรรมการกลาง(FAT NC)ที่ยึดสิทธิ์ของเธอไปในการเลือก 30 เสียงดิวิชั่น 2 ครั้งที่ผ่านมา

สังคมต่างรุมประนามเธอว่าเป็น “มนุษย์ป้าน่ารำคาญ เพราะอาจทำให้ฟุตบอลไทยถูกแบนจากฟีฟ่า” ด้วยการโยงเหตุผลว่าหน้ามืดช่วยเหลือขั้วอำนาจเก่าชนิดไม่แคร์ส่วนร่วม ขณะที่ตัวเธอก็สงสัยว่าในเมื่อปีที่แล้วเป็นคนทำทีมเองกับมือ เพื่อนสโมสรสมาชิกต่างเป็นสักขีพยาน แต่ทำไมถึงไม่ได้สิทธิ์ ดังนั้นอย่างเดียวที่คิดคือต้องมีผู้ใหญ่บางคนจ้องรังแก ทุกอย่างจึงนำไปสู่การ “ลุกขึ้นสู้”

ย้อนกลับสู่สมัยที่ฟุตบอลยังไม่เฟื่องฟู แฟนบอลแค่หยิบมือ มูลค่ารายรับแต่ละนัดไม่มหาศาลเหมือนปัจจุบัน ใครบ้างจะรู้ว่ามนุษย์ป้าคนนี้แหละ! คือผู้บุกเบิกวงการฟุตบอลจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่ว่าจะเป็นริเริ่มก่อตั้งทีม “จ.ธนผล” สโมสรเก่าแก่ที่คอบอลท้องถิ่นรุ่นหลังต่างรู้จักกันอย่างดี การส่งทีมจังหวัดเล่นยุคโปรวิเชี่ยนลีก จนกระทั้งก่อตั้งสโมสรฟุตซอลสุราษฎร์เป็นคนแรก

ป้าจิ๋วเอาเงินส่วนตัวไปเป็นโบนัสให้กับทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ที่มีคุณถิรัชัย วุฒิธรรม เป็นผู้จัดการทีมลงแข่งชิงแชมป์โลกที่บ้านเราเป็นเจ้าภาพ ฟุตซอลไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่ป้าสนใจ เพราะนักเตะเหล่านี้ทำเพื่อชาติ สร้างชื่อเสียงให้ชาติ ขณะที่คนที่ใส่ร้ายไม่เคยหันมาดูดำดูดีว่าฟุตซอลไทยขาดผู้ให้การสนับสนุน

“ป้าเป็นคนทำทีมชาติ และให้ลูกสาวไปทำทีมชาติ แต่ตัวเองโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้ายทีมชาติ ทั้งๆที่คนจำนวนมากที่กล่าวหาไม่เคยทำประโยชน์ให้วงการฟุตบอลไทยเลย” ความในใจของป้าจิ๋ว

การสวมบทผู้จัดการทีมคอยผลักดันฟุตบอลเยาวชนทั้งในนามโรงเรียนมัธยมและทีมชาติรุ่นอายุ 12, 14, 16 ปี ผู้เล่นชื่อดังอย่าง กวิน ธรรมสัจจานันท์, ปกเกล้า อนันต์ หรือ ธีราทร บุญมาทัน ในสมัยหัวเกรียนสวมกางเกงขาสั้นล้วนผ่านการปลุกปั้นด้วยน้ำมือหญิงรายนี้มาแล้วทั้งหมด

ยิ่งถ้าค้นประวัติแบบละเอียดจะพบว่า “ป้าจิ๋ว” ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองเพื่อเลือกข้าง เพราะนั่นไม่ใช่หนทางที่แกชื่นชมสักเท่าไหร่ ส่วนเกียรติประวัติแห่งความภาคภูมิใจที่เคยได้รับก็มีมากล้น อาทิ “รางวัลหญิงแกร่งด้านกีฬาจากสมาคมฟุตบอลฯ” หรือล่าสุด “รางวัลแทนคุณแผ่นดิน สายกีฬา ประจำปี 2558”

ไม่ใช่เฉพาะตัวป้าจิ๋วเท่านั้นเรียกได้ว่าทั้งครอบครัวล่อใจต่างมีส่วนร่วมกับวงการฟุตบอลไทยมาโดยตลอด “ตฤณ ล่อใจ” ลูกสาวคนโต อดีตเลขาฯผู้จัดการทีมชาติ ชุดรองแชมป์เอเชีย 2012 หรือลูกชายคนเล็ก “พศวัต ล่อใจ” ก็เคยติดทีมชาติไทยชุดอายุ 12 ปี บินไปลุยศึกไซตามะคัพ ครั้งที่ 1 ที่ประเทศญี่ปุ่น

ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว หมดเงินส่วนตัวไปกับการพัฒนาทีมชาติชุดเล็กหรือสโมสรบ้านเกิดเฉียดร้อยล้านบาท น่าเป็นสิ่งการันตีได้ว่าแกไม่มีความคิดมุ่งร้ายต่อฟุตบอลไทยแน่นอน แต่คำหนึ่งที่แกมักใช้ยึดเหนียวตลอดบนเส้นทางสายฟุตบอลนานกว่า 15 ปี คือ “สุขที่ได้ทำ สุขที่ได้ให้ สุขที่เห็นเด็กทุกคนที่ผ่านมือป้าได้ดี”

ขออนุญาตลงอีกหนึ่งบทความที่ผมได้รับมาแต่ผมเอาชื่อออกครับ ความคิดเห็นส่วนตัวเหมือนกันครับ ถึงจะรู้จักไม่ถึง 10 ปี แต่ขอยืนยันว่าแม่นงค์ เป็นผู้หญิงแกร่งและจิตใจดีครับ

เคยฟังเรื่องเล่า ''ยุทธการล่าแม่มด'' ไหมครับ?...ตำนานมีอยู่ว่า มีผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด จากผู้มีอำนาจในยุคยุโรปกลาง ทำให้ชาวบ้านที่ได้ฟังผู้มีอำนาจบอกอย่างนั้น พากันไล่ล่าผู้หญิงคนนั้น ทำทุกวิถีทาง ทั้งขว้างปา ทำลายบ้านทั้งที่ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเธอคือแม่มด

ควันหลงจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาคนที่โดนสังคมกระหน่ำหนักที่สุด ไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่าย แต่กลับเป็นผู้หญิงที่ชื่ออนงค์ ล่อใจ ที่ออกมาทวงสิทธิ์ของตัวเองในการเลือกตั้ง แต่ประธานคณะกรรมการกลางโยงเรื่องไปว่าหากเธอฟ้องศาล ทีมชาติไทยจะถูกแบน เท่านั้นแหละ สังคมรุมประณามว่าเธอเป็นคนที่ทำให้ทีมชาติไทยถูกแบน!!

ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยตรรกะมันเป็นอย่างนี้ครับ หากคณะกรรมการเลือกตั้งตัดสินถูกต้อง คุณอนงค์จะไม่ฟ้องศาลเรื่องจะไม่ไปถึงฟีฟ่า ทีมชาติไทยจะไม่ถูกแบน...ขณะเดียวกัน หากกรรมการตัดสินผิดเธอชนะ เธอก็ได้สิทธิ์ของเธอกลับมา เป็นแค่ 1 เสียงในการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องอะไรที่อยู่ๆ ก็โยนระเบิดตูมลงมาว่า เป็นเธอที่ทำให้ทีมชาติไทยโดนแบนเลย สังคมไทยวันนี้ แค่ฟังแล้วก็ถล่มกันจริงๆครับ

ผมรู้จักกับ "ป้าจิ๋ว" คุณอนงค์ ล่อใจ มาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผมไม่เชื่อว่าเธอเป็นคนไม่รักฟุตบอลไทย เลวทราม ต่ำช้าอะไรอย่างที่ด่ากัน ตรงกันข้าม นี่คือคนที่รักฟุตบอลไทยที่สุดคนหนึ่ง ก่อนยุคของมาดามอะไรทั้งหลายในวันนี้เสียอีก

ถ้าคุณอนงค์ เป็นคนจนคนหนึ่งก็คงจะถูกกล่าวว่าว่ารับเงินมาเพื่อป่วนการเลือกตั้ง แต่ใครที่รู้จักเธอจะรู้ว่าฐานะเธอระดับเศรษฐีคนหนึ่งในจ.สุราษฎร์ธานี ทำธุรกิจ ท่าเรือ บ่อกุ้ง โรงแรม สปา กับวงการฟุตบอลไทยผมว่าเธอหมดไปเป็นร้อยล้านตลอดชีวิต เป็นผู้หญิงไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำทีมฟุตบอลจังหวัด จนสุราษฎร์ธานีเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ทำมาตั้งแต่สมัยโปรวินเชียลลีก

ไม่ใช่แค่ผมที่รู้จักเธอ เชื่อว่าคนวงการฟุตบอลไทยยุคเก่าตั้งแต่ คุณอรรณพ สิงห์โตทอง หรือใครต่อใครต่างก็รู้จักเธอดีในฐานะของคนรักฟุตบอลที่ทุ่มเททั้งแรงกาย และกำลังทรัพย์เพื่อทำทีมบ้านเกิดตั้งแต่ยังไม่มีใครสนใจฟุตบอล แม้กระทั่งผู้ใหญ่แกนนำของทีมเลือกตั้งพล.ต.อ.สมยศ นี่ก็รู้จักเธอดีถึงดีที่สุดด้วยซ้ำ

ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนจะพากันเชื่อว่าเธอหวังร้ายกับวงการฟุตบอลไทย ถึงขนาดจะทำให้ทีมชาติไทยโดนแบน แม้กระทั่งในที่ประชุม ที่มีผู้ชายอกสามศอกนับร้อยคน ซึ่งแต่ละคนไม่รู้ว่าเคยทำเพื่อฟุตบอลไทยแค่เสี้ยวเล็บของเธอหรือเปล่ายังพากันโห่เธอแบบไม่อาย

โถอย่าว่าแต่ฟุตบอลระดับจังหวัดที่ป้าอนงค์เป็นแม่ยก ทำทีมมาตลอดชีวิตเลยครับแม้กระทั่งฟุตบอลเยาวชน 12 ปี เธอก็เคยเป็นผจก.ทีมชาติไทย เพื่อนลูกอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีราทร บุญมาทัน ฯลฯ เธอก็รักเหมือนลูกหมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่

ประโยคที่เธอตะโกนทั้งน้ำตา แบบสุดอัดอั้นว่า "ใครพูดภาษาอังกฤษได้ ช่วยป้าแปลให้ฟีฟ่าฟังที" คล้ายกับคุณยายชาวนา ที่เผาตัวเองในการมาเรียกร้องความถูกต้องจากผู้หลักผู้ใหญ่เมื่อไม่กี่ปีก่อนนั่นแหละครับ

มาถึงสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากให้สิทธิ์กับผู้ทำทีมในปี 2558 นักข่าว คนทำทีมในภาคใต้ นักบอล ใครๆ ก็รู้ว่า "ป้าจิ๋ว" เป็นคนทำทีม เป็นคนจ่ายเงินเดือนเพราะฉะนั้นเธอควรจะได้สิทธิ์

แต่หากกติกาของคณะกรรมการเลือกตั้งบอกว่า ให้ไปตกลงกันเอง หากตกลงไม่ได้จะตัดสิทธิ์ทั้งคู่ดั่งที่พิษณุโลก และมุกดาหารโดนตัดสิทธิ์ แล้วทำไมกรณีสุราษฎร์ธานีไม่โดนตัดสินทั้งคู่กลับตัดสิทธิ์ คุณอนงค์คนเดียว

เหตุและผลมันเป็นด้วยประการฉะนี้แหละครับ ใครจะได้ หรือ ไม่ได้เป็นนายกสมาคมฯ ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ผมเห็นใจ สงสาร ครอบครัวที่รักฟุตบอลและทุ่มเทมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายกลับโดนสังคมลงทัณฑ์อย่างไม่เป็นธรรม แบบนี้ "แฟร์" ไหมครับ