ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่ร้อนระอุองศาเดือดของวงการฟุตบอลไทย เหตุการณ์อื้อฉาวของเกมลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 รอบแชมเปี้ยนส์ลีก กลายเป็นประเด็นถกเถียงให้พูดถึงในวงกว้าง ซึ่งยังต้องลุ้นกันว่าฝ่ายจัดฯจะพิจารณาลงโทษในกรณีนี้อย่างไร

ผมเข้าใจว่าช่วงนี้มันเป็นการขับเคี่ยวโค้งสุดท้าย ฉะนั้นเดิมพันต่างๆมันจึงสูงขึ้นไปเป็นทวีคูณ แต่จะด้วยเหตุผลกลใด แพะรับบาปที่มักถูกโยน "ขี้" ให้เป็นประจำก็คือ "ผู้ตัดสิน" นี่แหล่ะ เคยได้ยินคำว่า ตัดสินดีเสมอตัว ตัดสินพลาด นี่คืองานเข้า อันนี้ผมว่าจริงที่สุด

อย่างเกม โตโยต้า ลีกคัพ 2015 นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ชนะ ศรีสะเกษ เอฟซี 1-0  อลงกรณ์ ฝีมือช่าง ทำหน้าที่ชี้ขาดบนเวที ส่วนตัวผมมองว่า เปาท่านนี้ ก็ทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีจังหวะพลาดหรือ เปาเอียง ไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นคำครหาจากผู้เสียประโยชน์

เรื่องต่อจากนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ เพียงแต่มันสะกิดเรื่องที่เก็บไว้ในใจมานานแรมปี ดั่งเช่นระเบิดเวลาที่ถูกตั้งไว้ ได้ปะทุขึ้นในที่สุด จนต้องเอามาเล่าต่อสู่กันฟัง

ผมเคยนั่งจับเข่าคุยกับผู้ตัดสิน และ ได้ทราบถึงอีกมุมมองของตุลาการในสนามฟุตบอลว่า " เราต้องไม่โกหกตัวเองว่าปัจจุบันฟุตบอลไทยก้าวกระโดดไปมาก เรามีลีกที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ผู้เล่นสตาร์ดังๆรับเงินเดือนเป็นหลักหลายแสน " 

"แต่...วงการผู้ตัดสินยังอยู่ที่เดิม"

คำถามที่ต้องการคำตอบ เพราะอะไร ถึงเป็นอย่างนั้น ?

เคยมีผู้ตัดสินท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าวงการเชิ้ตดำปัจจุบันนี้มันเป็นเพียงแค่งานพาสไทม์ ไม่ใช่งานประจำที่กินเงินเดือนเป็นเรื่องเป็นราว คนที่มาทำงานนี้ต่างมีงานทำอยู่แล้ว หลายคนเป็นถึงข้าราชการ มีความมั่นคงในชีวิต มีหน้ามีตาในสังคม แต่พอเอาเท้าเหยียบสนามบอลกลับกลายเป็น"แพะ"ที่วิ่งให้คนด่า

หากจะทำหน้าที่ผู้ตัดสินให้เป็นอาชีพหลักเลยล่ะ? 

จะทำให้เป็นจริงได้มันคงยากอยู่ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสำคัญเข้ามาจัดการจริงๆจังๆ และ อีกอย่างความเชื่อมั่นว่าอาชีพผู้ตัดสินสามารถเลี้ยงชีพได้ มันยังเป็นเครื่องหมายคำถาม คือหากย้อนถามว่าผู้ตัดสินจะยอมลาออกจากงานประจำ มันจะมีสักกี่ท่านที่กล้าเสี่ยง

เรื่องที่ฟังจากปากผู้ตัดสินท่านนี้แล้วทำให้กล้าที่จะถามถึงเรื่อง "ข้อเสนอจ้างวานเป่า"

เรื่องรับตังค์ใต้โต๊ะให้ช่วยทีม จะมีกลุ่มคนเข้ามาคุยกับผู้ตัดสินเสนอนู้นเสนอนี่ให้ "เป่าชนะ 3 แสน เสมอ 1 แสน แพ้มือเปล่า" บางทีมันก็เป็นสิ่งเย้ายวนใจให้ไขว้เขวได้ ซึ่งก็อยู่ที่ตัวบุคคลแล้วว่าจะใจแข็งแค่ไหน จะยอมเอาศักดิ์ศรีของตนมาแลกกับเงินแบบนี้ไหม

จากประโยคด้านบนแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า การว่าจ้างรับงานผู้ตัดสินมันมีจริง เพียงแต่จับมือใครดม และ ก้มมองหาหลักฐานไม่ได้ ที่สำคัญไม่มีผู้ตัดสินที่รับงานกล้าพูดความจริง เพราะนั้นมันคือการฆ่าตัวตายดีๆนั้นเอง

เรื่องราวที่นำมาแบ่งและแชร์ให้แฟนฟุตบอลได้ทราบนี้ ไม่ใช่คำถามที่ผมเพิ่งกังขา แต่เป็นประโยคพูดคุยระหว่าง ผมกับเขา ในวันที่ " ผู้ตัดสินไทย เดินทางไปสาบานที่วัดพระแก้ว" เพียงแต่ผมกลบดินฝัง และ รอวันที่จะขุดขึ้นมาปัดฝุ่นเล่าให้กับสังคมได้รับรู้-พิจารณาตามดุลพินิจ 

สมมุติว่าวันหนึ่งวันใด ผู้ตัดสินที่บริสุทธิ์ใจต่อการทำหน้าที่เกิดรับไม่ได้กับสิ่งที่เป็นอยู่ เงินค่าจ้างได้ไม่เหมาะสม ค่าตัดสินออกไม่ตรง ไม่ได้รับความยุติธรรมต่อการทำหน้าที่ หรือ ถูกบีบจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้บิดเบือนต่อเสียงนักหวีดจนทนไม่ไหว ที่จะรวมหลักฐานสีดำในวงการออกมามอบให้สื่อ

วันนั้นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า "ผู้ใหญ่" และ สโมสรที่ว่าจ้าง พร้อมที่จะรับหรือจำนงต่อหลักฐานหรือไม่ บางทีทุกวันนี้อาจจะมีหลายทีมที่หนาวๆร้อนๆกับเรื่องผู้ตัดสินรายวันอยู่ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความจริงมันจะถูกเปิดผนึกออกมาจนสามารถสาวไส้ไปถึงต้นต่อในที่สุด

บอกตรงๆเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันอาจจะทำลายฟุตบอลไทยที่กำลังขึ้นปี 1 มหาวิทยาลัย ตกไปอยู่ชั้นอนุบาลได้ในพริบตา

เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่หลายฝ่ายต้องมาคุยร่วมกันเพื่อให้ "อาชีพผู้ตัดสิน" เป็นวิชาชีพที่ได้การยอมรับอย่างแท้จริง มีรายได้ที่เหมาะสมจนเงินใต้โต๊ะไม่อาจทำให้ไหวหวั่น และ ทำให้เขามีเกียรติต่ออาชีพ 

"ไม่ใช่หน้าที่ของแฟนบอลที่ตั้งศาลเตี้ยใช้ตีนตะบันเตะหาความจริง"

Mr.SAMBUK

ภาพ / สยามกีฬา