แม้เทศกาลปีใหม่ไทยเพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน แต่ทว่าวิกฤตการในบ้านเมือง ที่ยังคงวุ่นวายและส่อแววว่าจะหาทางสงบลงไม่ได้ง่ายๆ กำลังทำให้ประชาชนคนไทย ที่เคยได้ชื่อว่า "สยามเมืองยิ้ม" ลืมไปแล้วว่าความสุขเป็นเช่นไร จนทำให้สังคมทุกวันนี้แทบจะหาคนที่หน

ด้านกระผมนึกแล้วก็ได้แต่ปลง บ้านอื่นเมืองอื่นประสบปัญหาวุ่นวายให้ตายชัก ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมเมือง จนทั่วโลกแห่ส่งน้ำใจช่วยเยียวยา แต่แดนด้ามขวานนั้นไซร้ ไม่มีปัญหาธรรมชาติใดๆ แท้ๆ แต่ผู้คนในประเทศก็แตกแยกขาดความสามัคคี จนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า อย่างเช่นทุกวันนี้ ก็ได้แต่ขอภาวนา อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยคลี่คลายปัญหาให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุดแล้วกัน

กลับเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่ "สปอร์ต ทอล์ค" จะขอหยิบยกมาพูดถึงในวันนี้กันดีกว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนปฏิทินมาเป็นปี 2553 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "ปีเสือไฟ" ต้องขอยกให้เป็นปีของพี่เสือ (ใต้) อย่างแท้จริง เมื่อ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากประเทศเยอรมัน สร้างปาฏิหาริย์ ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้หลายต่อหลายครั้ง จนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำพวกเขาให้เข้าไปโชว์ฝีเท้าที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เวทีชิงดำถ้วย "บิ๊กเอียร์" ในฤดูกาลนี้

ย้อนกลับไปที่การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายของกลุ่ม เอ เมื่อ บาเยิร์น มิวนิค ต้องบุกไปเยือน ยูเวนตุส โดยมีข้อแม้ว่าต้องบุกยัดเยียดความปราชัยคาบ้านตัวเองให้พลพรรค "ม้าลาย" ให้ได้เท่านั้น ถึงจะคว้าสิทธิ์ผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าท์ ตามหลัง บอร์กโดซ์ ที่เป็นแชมป์กลุ่ม "เบียงโคเนรี่" ขึ้นนำไปก่อนจาก เทรเซเก้ต์ ก่อนจะโดน "เสือใต้" กัดจมเขี้ยวซัด 4 ลูกรวด จนถีบ ยูเวนตุส ตกรอบหน้าตาเฉย

ในรอบต่อมาทัพ "เสือใต้" เบียด ฟิออเรนติน่า คว้าสิทธิ์เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายแบบน่ากังขา เพราะนัดแรกพวกเขาได้ ทอม เฮนนิ่ง ออฟเรโบ เปาจอมฉาวจากนอร์เวย์ เป่าให้ลูกโหม่งของ โคลเซ่ เป็นประตูอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ดาวยิงจอมตีลังกา ยืนล้ำหน้าชัดเจน ท่ามกลางสายตาของคอลูกหนังทั่วโลก จนทำให้ บาเยิร์น เปิดบ้านเอาชนะมา 2-1 แถมนัดที่ 2 ยอดทีมจากเมืองเบียร์ เกือบทำกองเชียร์หัวใจวายเมื่อได้ ร็อบเบน ยิงประตู 2-3 ช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้พวกเขาเข้ารอบด้วยกฎอะเวย์โกล์ หลังเสมอกับ "วิโอล่า" 4-4

กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ต้องถือว่าชะตาของ บาเยิร์น ยังแข็งโคตรๆ เมื่อมาได้ประตูชัยในนาทีสุดท้าย จนทำให้ "เสือใต้" เก็บชัยในนัดแรกมา 2-1 แถมนัด 2 พวกเขาโดน "ปีศาจแดง" ถลุงไปก่อนถึง 3 ดอก จนทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบแทบปิดตาย แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อยอดทีมจาก บุนเดสลีกา อาศัยความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นที่มากกว่าช่วงต้นครึ่งหลัง ไล่ตีตื้นไล่มาเป็น 2-3 จนสุดท้ายได้ผ่านเข้ารอบไปด้วยกฎอะเวย์โกล์ หลังเสมอกัน 4-4 เหมือนที่พวกเขาถีบ "ม่วงมหากาฬ" ตกรอบ

นอกจากนี้เหมือนอะไรๆ ก็เข้าข้าง เมื่อเกิดภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งในประเทศ ไอซ์แลนด์ ระเบิด จนทำให้เกมฟาดแข้งรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โอลิมปิก ลียง คู่แข่งจากแดนน้ำหอม ต้องใช้เวลาเดินทางกันจนรากงอก เพราะหมอกจากภูเขาไฟปกคลุมน่านฟ้า ไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ จนสุดท้าย บาเยิร์น เปิดบ้านเก็บชัยไปนิ่มๆ 1-0

แถมนัดที่ 2 พลพรรค "เสือใต้" อาจไม่ต้องนั่งก้นด้านเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส เมื่อมีรายงานว่าสภาพอากาศของทวีปยุโรป เริ่มคลี่คลาย จนอาจเปิดให้สายการบินต่างๆ ทะยานขึ้นฟ้าได้ในเร็ววันนี้

แม้ตอนนี้กระผมยังไม่รู้หรอกว่า บาเยิร์น จะผ่าน ลียง เข้าไปชิงชนะเลิศได้หรือไม่ และหากเข้าชิงแล้วต้องเจอกับใครระหว่าง อินเตอร์ มิลาน หรือ บาร์เซโลน่า แต่ไหนๆ ดูเหมือนโชคชะตาทุกๆ อย่างจะขีดเส้นช่วยเหลือขุนพล "เสือใต้" มาตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ช่วยให้พวกเขาได้สมหวังชูถ้วย "บิ๊กเอียร์" เป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์สโมสร หลังจากที่รอคอยมาเกือบ 10 ปี ซะเลยจะเป็นไรไป

VOllOUllnJ llUUllSJllSJ