หลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำว่า 'Sport Tourism' หรือ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา มาบ้างแล้ว แต่คำๆนี้มีความหมายอย่างไร และทำไมจึงเป็นหมุดหมายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในห้วงเวลาปัจจุบันนี้

ในจุลสารวิชาการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มีนิยามของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาไว้หลากหลายจากนักวิชาการหลายท่าน แต่แทบทุกนิยามมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ 1.กิจกรรมกีฬา 2.การเดินทางไปต่างถิ่นฐาน 3.ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน จึงสามารถสรุปเป็นนิยามของผู้เขียนเองได้ว่าเป็นการเดินทางไปยังต่างถิ่นในวันพักผ่อนเพื่อทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา

แล้วการท่องเที่ยวเชิงกีฬาส่งผลกับประเทศหรือเมืองต่างๆอย่างไร?

การท่องเที่ยวเชิงกีฬานั้นต้องเข้าใจว่าในแต่ละประเภทกีฬาที่ได้รับความนิยม อย่างฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส มีความป๊อปปูล่าร์เป็นอย่างมากที่จะดึงดูดให้ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเหล่านี้ยอมควักเงินในกระเป๋าเพื่อเข้าชมบรรยากาศในสนามในช่วงวันว่างที่ไม่มีงานหรือภาระต่างๆ บางครั้งถึงยอมไปในต่างที่ต่างถิ่นเพื่อตามเชียร์ทีมหรือนักกีฬาที่ชื่นชอบและนอกจากนั้นยังไต้สัมผัสบรรยากาศและมีส่วนร่วมในการเชียร์อีกด้วย ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต

เมื่อมีการโยกย้ายจากถิ่นฐานเดิมไปยังถิ่นใหม่ นั่นหมายความว่าอย่างน้อยพวกเขาคงไม่ได้มาดูกีฬาเฉยๆแล้วกลับบ้าน แต่ในห้วงวันหยุดนั้นนอกจากจะดูกีฬาแล้วยังต้องจับจ่ายซื้อของอะไรกลับไปด้วย นำไปสู่การผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกีฬาอย่างเสื้อผ้ากีฬา ของซูวีเนียร์ต่างๆไว้ป็นที่ระลึก หรือไม่ต้องดูอะไรมาก แค่ค่ากินอยู่ในห้วงเวลาที่เดินทางไปยังต่างถิ่นก็สร้างเม็ดเงินให้เดินสะพัดไปทั่วเมืองนั้นๆแล้ว

สังเกตง่ายๆว่าในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอย่างโอลิมปิกหรือฟุตบอลโลก ประเทศต่างๆล้วนขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะพวกเขาเชื่อว่าการแข่งขันกีฬาจะทำให้คนจากต่างถิ่นต่างประเทศเข้ามาทำให้เงินสะพัดไปทั่วประเทศ การกีฬาก้าวหน้าจากการพัฒนาสนามแข่งขัน การท่องเที่ยวก็เบ่งบานจากการจองที่พัก ค่าเดินทาง และการค้าขาย

หรือไม่ต้องดูที่ไหนไกล เพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลในบ้านเราอย่างศึกโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ทีมที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่กับกีฬาทีมหนึ่งคงหนีไม่พ้นทีม 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด' ซึ่งมีอดีตนักการเมืองอย่าง 'เนวิน ชิดชอบ' คอยพัฒนาให้เมืองที่เคยเป็นเพียงแค่ทางผ่านในภาคอีสาน กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ผู้ชื่นชอบกีฬาและแฟนคลับในต่างจังหวัดอยากไปเยือนสักครั้ง

คุณเนวิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ 'ไทยพับลิก้า' ว่าก่อนที่จะมีบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีคนมาท่องเที่ยวในจังหวัดเพียง 6 แสนคน แต่ภายหลังจากมีสโมสรขึ้นมา ยอดนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตกปีหนึ่งก็ราว 1.8 ล้านคน นอกจากฟุตบอลแล้วยังมีสนามแข่งรถอีกด้วย ซึ่งคุณเนวินเชื่อว่ายอดนักท่องเที่ยวน่าจะแตะ 2.5 ล้านคนและทำเงินเดินสะพัดในจังหวัดถึง 4-5 พันล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ คุณเนวินยังตั้งเป้าไว้ว่าทีม 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด' จะเป็นสโมสร top 5 ของเอเชียให้ได้ และหากเปิดประชาคมอาเซียนในปลายปีนี้ จะมีการขยายฐานแฟนคลับไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพียงแค่ตั้งเป้าจำนวนแฟนคลับไว้ที่ราว 2% ก็มีฐานแฟนคลับในอาเซียนถึง 12 ล้านคน หากมีสัก 20% หรือราว 2.4 ล้านคนมาเยือนถึงถิ่น ไอโมบายสเตเดี้ยม ในแต่ละปี เงินคงจะเดินสะพัดเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

นี่แหละคือ 'บุรีรัมย์โมเดล' ของคุณเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นเดินหน้าธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างแท้จริง ที่จังหวัดอื่นๆก็สามารถทำได้เช่นกันถ้าทุนถึง

ประเด็นคือเรื่องทุน บุรีรัมย์มีทุนและพาร์ทเนอร์มากมายในการอุ้มสโมสรให้อยู่รอดแล้วเข้มแข็งขึ้นมาได้ แต่ในบางจังหวัดยังขาดซึ่งทุนในการอุ้มสโมสรและทุนในการพัฒนาเมืองของตัวเอง

ปัจจุบันนับตั้งแต่ปี 2551 มีการพูดถึง การท่องเที่ยวเชิงกีฬามากขึ้นและเริ่มกลายเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เม็ดเงินจากรัฐบาลและคลังงบประมาณเริ่มถูกแจกจ่ายไปยังเมืองต่างๆเพื่อพัฒนาการกีฬา เพื่อจุดประสงค์ในการท่องเที่ยวมากขึ้น

นอกจากนี้ในทางกฎหมายเองเริ่มมีแนวคิดที่จะบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับกีฬาเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญอีกด้วย นับเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่ารัฐบาลและผู้กุมอำนาจทางการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญของกีฬามากขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆและไม่มีการแอบกินงบระหว่างทาง ไม่นานหลายจังหวัดก็จะกลายเป็นหมุดหมายทางการกีฬาได้ไม่ยากนัก ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าด้วยนโยบายนี้ ในอนาคตการกีฬาของประเทศไทยจะก้าวหน้าไปขนาดไหน

แมวส้ม

ขอบคุณภาพประกอบ และ เครดิตรูป : 

BURIRAM UNITED

www.skyscrapercity.com