จากชีวิตวัยเด็กที่ชื่นชอบการตีเทนนิสมากกว่ากีฬาว่ายน้ำ จนทำให้ดนัยเอาดีกับกีฬาชนิด เมื่อเข้าสู่วงจรการเล่นเทนนิสอย่างเป็นทางการ แม้รู้ปร่างจะเล็ก แต่ดนัยมีความคล่องตัวสูง และยังมีการหวดที่เหนียวแน่น ส่งผลให้ดนัยก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการเทนนิส

ดนัยสามารถคว้าแชมป์ทั้งในประเภทเดี่ยวและคู่ในระดับฟิวเจอร์ทัวร์มาแล้ว 20 กว่ารายการ ในระดับชาเลนเจอร์อีก 10 กว่ารายการ นอกจากนี้ ยังได้แชมป์ประเภทคู่ในการแข่งขันระดับเอทีพี ทัวร์ ที่บ้านเกิดในรายการ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” เมื่อปี 2012 อีกด้วย 

รายการแข่งขันที่ดนัย รู้สึกประทับใจมากที่สุดในการเล่นอาชีพ คือศึกใหญ่อย่างแกรนด์สแลม ที่เจ้าตัวเคยเข้าถึงรอบ 2 ใน “วิมเบิลดัน” เมื่อปี 2005 และเข้าถึงรอบ 3 ในออสเตรเลียน โอเพ่น มาแล้ว ในปี 2007 โดยในครั้งนั้นพ่ายให้กับโนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกคนปัจจุบัน

ขณะที่การรับใช้ทีมชาติไทย ดนัยลงทำหน้าที่รับใช้ชาติครั้งแรกในการแข่งขันเดวิส คัพ รอบแรก ของกลุ่ม 2 ในปี 1998 ด้วยการบุกไปเอาชนะฟิลิปปินส์ได้ถึงถิ่น 4–1 

แต่ชัยชนะที่ทำให้ดนัยดังไปทั่วเอเชีย พร้อมทั้งสร้างรอยยิ่มให้กับคนไทยทั้งประเทศ ได้แก่ การคว้าแชมป์ชายเดี่ยวเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ปี 2006 หลังหวดเอาชนะลี ฮุง เต็ก มือ 1 เอเชียชาวเกาหลีใต้ได้สำเร็จ 

นั่นเป็นแชมป์ในนามทีมชาติไทย ที่ดนัยบอกว่าภาคภูมิใจมากที่สุด จนทำให้ในปีถัดมาดนัยก้าวขึ้นมารั้งอยู่มือ 77 โลก ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในชีวิต 

หลังจากที่คร่ำหวอดในวงการเทนนิสมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องหยุดพัก ดนัยมีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวไหล่ขวา โดยแพทย์ที่ดูแลระบุว่าต้องผ่าตัดถึงจะหายกลับมาอีกครั้ง 

เจ้าตัวคิดหนักอยู่พักใหญ่ เพราะด้วยอายุย่าง 29 ปี หากต้องผ่าตัดต้องพักอีกเกือบปี จึงคิดว่าอายุที่มากขึ้นถ้าผ่าตัดกลับมาจะลงแข่งขันได้เหมือนเดิมหรือไม่ 

ต่อเมื่อได้เข้าสู่ประตูวิวาร์กับ  "น้องต๊าบ" ชรินพร พินิชชอบ สาวเมืองรถม้า เมื่อปี 2009 ทำให้การตัดสินใจที่จะผ่าตัดหัวไหล่เข้ามาในความคิดอีกรอบ เพราะภรรยาสาวสวยได้ให้กำลังใจพร้อมยังพยายามผลักดันให้ดนัยเล่นเทนนิสอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่มีความคิดที่จะเลิกตีเทนนิสอย่างเป็นทางการ ด้วยอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่ 

เมื่อการผ่าตัดประสบความสำเร็จ ดนัยต้องพักรักษาตัวอยู่นานกว่า 8 เดือน ก่อนที่จะทำกายภาพบำบัด และกลับมาเริ่มเล่นเทนนิสอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง

 ช่วงเวลาหลังจากนั้น ดนัยจะพาภรรยาและลูกน้อยสองคน ตระเวนไปแข่งขันด้วยตามประเทศต่างๆ ด้วยมองว่าเมื่อเรามีครอบครัวแล้วก็อยากพาไปด้วยทุกครั้ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ซึ่งตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เล่นเทนนิสได้นาน 

แต่เรื่องความคิดในการเลิกเล่นเทนนิสยังคงวนเวียนอยู่เสมอมา

จุดที่ทำให้ ดนัยตัดสินใจแขวนแรกเก็ตอย่างเป็นทางการ เมื่อทีมเทนนิสชายไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่สิงคโปร์ ดนัยมองว่านี่คือจังหวะที่ดีที่สุด ที่จะประกาศอำลาอย่างสวยหรูในชีวิตการเป็นนักกีฬาเทนนิสของตัวเอง 

"ผมไม่อยากรอให้คนอื่นมาถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกเล่น" นี่คือคำพูดของดนัย ในวันที่ตัดสินใจประกาศเลิกเล่นอย่างเป็นทางการ 

การแจ้งผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของดนัยเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2558 ถือเป็นการยุติบทบาทการเป็นนักเทนนิสมาตลอด 23 ปี ของตัวเองลง แม้เรื่องดังกล่าวภรรยาสาวจะยังไม่เห็นด้วยก็ตาม 

"ไม่ใช่ว่าผมจะเลิกตีเทนนิสซะทีเดียว แต่จะไม่ได้ตระเวนแข่งอาชีพอย่างจริงจังเหมือนเมื่อก่อน การที่ไปเป็นโค้ชให้กับ เพื่อนซี้อย่าง ลู่ เหยิน ซุน นักหวดไต้หวันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จึงต้องไปด้วยกันทุกรายการ ถ้าควอลิไฟล์ผ่านในรายการไหนผมก็จะลงแข่งขันด้วย ส่วนการไปช่วยงานอื่นๆในลอนเทนนิสสมาคมผมก็ยินดี แต่ตอนนี้อยากโฟกัสที่งานการเป็นโค้ชเสียก่อน เพราะที่ผ่านมาทำงานร่วมกันผ่านไปได้ดีมาก" 

แม้จะยุติบทบาทในสนามลง แต่เราจะได้เห็นผลงานอื่นๆในวงการเทนนิสของดนัยได้อีกหลายช่องทาง 

"ชีวิตของผมทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับกีฬาเทนนิสมาโดยตลอด การที่หยุดอะไรที่เราเคยทุ่มให้ทั้งชีวิต มันเป็นครั้งสำคัญที่สุด และเป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมต้องตัดสินใจเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม"

และนี่คือ "ดนัย อุดมโชค" นักกีฬาไทยอีกคนหนึ่งที่เราต้องจดจำภาพบนคอร์ทเทนนิสไปอีกแสนนาน 

โบราณ เรื่อง 
ภาพจากเฟสบุค Danai Udomchoke