ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปีนี้นักชกไทยทำผลงานได้น่าผิดหวังเพราะคว้ามาได้เพียง 2 เหรียญทองเท่านั้น

 

โดยในซีเกมส์ครั้งนี้ ทางเจ้าภาพจัดให้มีการชิงชัยทั้งหมด 11 เหรียญทอง โดยแบ่งเป็นมวยหญิง 4 รุ่น และมวยชาย 7 รุ่น ซึ่งทำการแข่งขันกันที่สิงคโปร์ เอ็กโป ฮอลล์ 1 

สำหรับขุนพลเสื้อกล้ามทีมชาติไทยส่งเข้าร่วมชิงชัยเหรียญรางวัลทั้งหมด 10 รุ่น แบ่งชาย 6 รุ่น หญิง 4 รุ่น โดยฝ่ายชาย ประกอบด้วย ฉัตรชัย บุตรดี ในรุ่นฟลายเวท 52 ก.ก., ธเนศ องจันทร์ต๊ะ ในรุ่นแบนตั้มเวท 56 ก.ก., สายลม อาดี ในรุ่นไลท์เวท 60 ก.ก., วุฒิชัย มาสุข ในรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท 64 ก.ก., อภิเชษฐ์ แสนสิทธิ์ ในรุ่นเวลเตอร์เวท 69 ก.ก. และ อภิสิทธิ์ ขันโคกเครือ ในรุ่นมิดเดิลเวท 75 ก.ก.

ส่วนฝ่ายหญิง ประกอบด้วย จุฑามาศ รักสัตย์ ในรุ่นไลท์ฟลายเสท 48 ก.ก., โสภิดา สะทุมรัมย์ ในรุ่นฟลายเวท 51 ก.ก., เปี่ยมวิไล เล่าเปี่ยม ในรุ่นแบนตั้มเวท 54 ก.ก. และ ทัศมาลี ทองจันทร์ ในรุ่นเฟเทอร์เวท 57 ก.ก.

โดยก่อนซีเกมส์จะเริ่มขึ้น ทางสมาคมฯได้ตั้งเป้าว่าจะคว้าเหรียญทองกลับไทยให้ได้ 6 เหรียญ แต่ผลงานครั้งนี้กลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก เพราะทัพเสื้อกล้ามไทยสามารถคว้ามาได้ทั้งหมดแค่ 2 เหรียญทอง, 3 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

สำหรับเหรียญทองทั้ง 2 เหรียญของไทยได้จากตัวเต็งทั้งคู่คือ วุฒิชัย มาสุข ที่เอาชนะคะแนน รฐา เว็น จากกัมพูชา 3-0 และ ทัศมาลี ทองจันทร์ ที่เอาชนะคะแนน คริสติน่า เจมเบย์ จากอินโดนีเซีย 3-0 เช่นกัน

ส่วน 3 เหรียญเงิน ได้แก่ ธเนศ องจันทร์ต๊ะ น้องใหม่ทีมมวยไทย ที่ไปพลาดท่าแพ้ทีเคโอ มาริโอ เฟอร์นันเดส ตัวเต็งเจ้าของเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์จากฟิลิปปินส์, อภิสิทธิ์ ขันโคกเครือ ที่แพ้คะแนน ดิน เฮือง ตรัง จากเวียดนาม 3 - 0 และ จุฑามาศ รักสัตย์ ที่แพ้คะแนน โจซี่ กาบุคโก้ จากฟิลลิปปินส์ ไปแบบค้านสายตา 3-0 เสียง

ขณะที่ 3 เหรียญทองแดง ประกอบด้วย สายลม อาดี ที่แพ้คะแนน จูเนล คันตันเชา จากฟิลิปปินส์ 2-0 เสียง, อภิเชษฐ์ แสนสิทธิ์ แพ้คะแนน เฟลิกซ์ มาเชล จากฟิลิปปินส์ ไปแบบค้านสยตาอีกคู่ 2-1 เสียง ซึ่งไฟท์นี้ อภิเชษฐ์ ต่อยคู่สู้จนแขนขวาหัก แต่กลับไม่ชนะ ส่วนอีกคนคือ โสภิดา สะทุมรัมย์ ที่แพ้คะแนน ไอริช แม็คโน จากฟิลิปปินน์ ไปแบบคาใจ 2-0 เสียง

ส่วนนักชกของไทยที่ต้องกลับบ้านมือเปล่ามี 2 คนคือ ฉัตรชัย บุตรดี ที่ไปแพ้คะแนน เอียนคลากค์ เบาติสต้า จากฟิลิปปินส์ แบบไม่เป็นเอกฉันท์ 2-1 เสียง และ เปี่ยมวิไล เล่าเปี่ยม ที่แพ้คะแนนสาวเวียดนาม ลี ทิ บัง 3-0 เสียง ตกรอบควอเตอร์ไฟนัลทั้งคู่

จะเห็นได้ว่า นักชกไทยส่วนใหญ่จะแพ้ให้กับนักมวยฟิลิปปินส์ ซึ่งส่วนมากจะแพ้คะแนนแบบไม่เป็นเอกฉันท์ และมีบางคู่ที่ดูตามรูปเกมการชกแล้ว นักมวยไทยต่อยได้ดีกว่า แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับนักชกตากาล็อกไปแบบงงกันทั้งสนาม

โดยหลังจากที่ชกกันครบทุกรุ่น ชาติที่ได้ครองจ้าวสังเวียนซีเกมส์ครั้งนี้ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งคว้ามาได้ทั้งหมด 5 เหรียญทอง, 3 เหรียญเงิน, และ 2 เหรียญทองแดง รองลงมาคือ เวียดนาม คว้าไปได้ 3 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง ส่วนทัพเสื้อกล้ามไทย รั้งแค่อันดับที่ 3

จากการที่ไทยคว้ามาได้เพียง 2 เหรียญทอง ส่งผลให้ซีเกมส์ครั้งนี้ ทัพนักชกไทยทำผลงานได้ตกต่ำที่สุด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ ขุนพลเสื้อกล้ามทีมชาติไทย มีผลงานตกต่ำในซีเกมส์ครั้งนี้ นาวาอากาศเอก สมยศ จุลเสน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมมวยสากลไทย ได้กล่าวว่า

"ต้องยอมรับว่าน่าผิดหวังสุดๆที่เราได้แค่ 2 เหรียญทอง เพราะตอนแรกตั้งเป้าไว้ที่ 6 เหรียญทอง แต่ผมจะไม่โทษนักกีฬา เราคงต้องกลับไปแก้ไขที่ฝ่ายบริหารกันใหม่ ไล่ตั้งแต่ฝ่ายเทคนิค และอาจจะรวมถึงตัวโค้ชด้วย"

"แต่สิ่งหนึ่งที่ผมผิดหวังมากในซีเกมส์ครั้งนี้คือการตัดสินของกรรมการ เพราะหลายคนของเราไม่น่าแพ้ แต่กลับแพ้ เช่น สายลม อาดี ที่ดูยังไงก็ไม่แพ้ เช่นเดียวกับ อภิเชษฐ์ แสนสิทธิ์ ซึ่งถ้าต่อยแบบนี้แล้วแพ้ ผมก็คงต้องเลิกดูมวยไปเลย"

“ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ในบ้านเราต้องทำอะไรสักอย่าง รวมถึงสมาคมมวยฯด้วยที่จะต้องผลักดันเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในไอบา(สหพันธ์มวยนานาชาติ) ผมกล้ายืนยันเลยว่าฟิลิปปินส์มีสายทาง ดังนั้นหากเราไม่ทำอะไร วงการนี้จะต้องตกต่ำแน่นอน” นอ.สมยศ กล่าว 

เช่นเดียวกับ พิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย ที่เดินทางไปให้กำลังใจนักชกไทยถึงสิงคโปร์ ได้กล่าวว่า "เราส่งนักมวยไป 10 คน แต่ได้เหรียญทองแค่ 2 คน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าเป้าหมาย แต่ทุกคนคงเห็นแล้วว่ามันเป็นยังไง กีฬามวยเป็นกีฬาที่มีความน่าลำบากใจ เพราะเราต้องให้คนอื่นมาเป็นคนตัดสินผลแพ้-ชนะ"

"ในซีเกมส์ผมคงไปทำอะไรมากไม่ได้ เพราเราไม่มีสิทธิ์ประท้วงทางนี้ แต่ผมเชื่อว่าในรายการใหญ่ๆอย่างชิงแชมป์เอเชีย หรือคัดเลือกโอลิมปิก คงไม่มีใครกล้าทำอะไรแบบนี้ เพราะนั่นเป็นรายการใหญ่ระดับโลก ไม่ใช่ต่อยกันอยู่แต่ในวงแคบเหมือนซีเกมส์"

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ไม่อยากจะไปโทษการตัดสินของกรรมการเสียทีเดียว เพราะเราก็ต้องย้อนกลับมาดูนักมวยของเราเหมือนกันว่าดีแล้วหรือยัง เพราะหลังจากที่เกาะติดอยู่สนามมวยมาตลอดทัวร์นาเมนท์ซีเกมส์ จะเห็นว่านักชกไทย ยังติดอยู่กับสไตล์การชกเก่าๆ คือประเภทล้วงจิ้มทีละหมัด ซึ่งไม่ค่อยจะเห็นนักมวยไทยออกหมัดชุดทีละ 4-5 หมัดสักเท่าไหร่

ซึ่งต้องอย่าลืมว่า การให้คะแนนในปัจจุบัน ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีการให้คะแนนหมัดที่่เข้าเป้า แต่กรรมการเขาจะดูรูปมวย ทรงมวย และฟอร์มโดยรวมมากกว่า ดังนั้นแม้เราจะจิ้มหมัดได้เข้าเป้ามากกว่า  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นผู้ชนะ

ดังนั้นจุดนี้ ทีมสตาฟฟ์และฝ่ายเทคนิคของสมาคมมวยสากลฯ ต้องรีบกลับไปทำการบ้านโดยด่วน เพราะหากยังปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป เชื่อว่าวงการมวยสากลสมัครเล่นของไทย อาจจะโดนน็อคยาวได้


นัทนัลโด้