การแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ เป็นหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลที่มีผู้รอคอยมากที่สุด และครั้งล่าสุดกำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน นี้ ณ อตาเติร์กโอลิมปิกสเตเดียม นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี

นับตั้งแต่ ยูโรเปี้ยน คัพ เปลี่ยนชื่อเป็นแชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1992 มีรอบชิงชนะเลิศที่ยอดเยี่ยมมากมายระหว่างทีมที่ดีที่สุดตลอดกาล แชมเปี้ยนส์ ลีก ของทีมหญิง ยังเคยสร้างรอบชิงชนะเลิศที่เอนเตอร์เทนได้มากมาย รวมถึงเหตุการณ์สุดช็อคระหว่างลียงและบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้ว เรามาย้อนรอยความทรงจำกับ 10 อันดับนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล


10) โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3 – 1 ยูเวนตุส, 1997

ยูเวนตุสเป็นทีมเต็งหามก่อนนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1997 แชมป์เก่าที่มีมาร์เซลโล่ ลิปปี้ คุมทีม นำมาโดยนักเตะอย่างซีเนดีน ซีดาน, วลาดิมีร์ ยูโกวิช และดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ ดอร์ทมุนด์อาจเป็นทีมรองบ่อน แต่คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่ ทำสองประตูให้ทีมจากเยอรมันขึ้นนำอย่างน่าตกใจในช่วงพักครึ่ง ยูเวนตุส เอาคืนได้จากอเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ในนาทีที่ 65 แต่ลาร์ส ริคเค่น เป็นคนย้ำชัยชนะให้ทัพเสือเหลืองด้วยลูกชิปสุดสวยในอีกหกนาทีต่อมา ผลการแข่งขันนัดนี้คือหนึ่งในการพลิกล็อคครั้งมโหฬารที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบชิงชนะเลิศ

9) บาร์เซโลน่า 2 – 1 อาร์เซนอล, 2006

สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับแฟนๆ อาร์เซนอลกันยกใหญ่เมื่อผู้รักษาประตู เยนส์ เลห์มันน์ ถูกไล่ออกในนาทีที่ 18 ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศกับบาร์เซโลน่า อย่างไรก็ตาม ความหวาดหวั่นดังกล่าวนี้กลายเป็นความสุขในไม่ช้า หลังจากโซล แคมป์เบลล์ ทำประตูเบิกร่องให้กับเดอะ กันเนอร์สในอีก 20 นาทีต่อมา อาร์เซ
นอล 10 คนยังคงเป็นผู้นำจนถึงนาทีที่ 70 ก่อนที่พวกเขาจะต้องยอมจำนนกับคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ ซามูเอล เอโต้ ทำประตูตีเสมอให้บาร์เซโลน่า ก่อนที่จูเลียโน่ เบลเลตติ จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 80

8) บาร์เซโลน่า 3 – 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 2011

ลิโอเนล เมสซี่ เป็นศูนย์กลางของเกมที่บาร์เซโลน่าเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2011 ปีศาจแดงเข้าสู่การแข่งขันโดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่สี่ในรอบห้าปี แต่ไม่สามารถหยุดยั้งทีมที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเรียกว่า 'ทีมที่ดีที่สุดที่ผมเคยเผชิญ' เปโดร เบิกสกอร์ให้บาร์ซ่าในนาทีที่ 27 และแม้ว่าเวย์น รูนี่ย์ จะตีเสมอได้ก่อน
พักครึ่ง แต่เมสซี่และดาบิด บีย่า ก็ปิดผนึกชัยชนะให้ทัพเจ้าบุญทุ่มในครึ่งหลัง

7) ลียง 3 – 1 บาร์เซโลน่า, 2022

การต่อสู้ของทีมแม่เนื้ออ่อน 'ลียง' กับ 'บาร์เซโลน่า' ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2022 กลายเป็นเกมคลาสสิกในทันที ทั้งสี่ประตูเกิดขึ้นในครึ่งแรก เริ่มจากการยิงไกลอันน่าทึ่งของ อมันดีน อองรี ในนาทีที่หก หลังจากที่ อดา เฮเกอร์เบิร์ก และ คาทารินา มาการิโอ ทำให้ลียงนำ 3-0 แล้ว อเล็กเซีย ปูเตญาส ก็ทำประตูตีตื้นให้บาร์เซโลน่าตามมาเป็น 3-1 ครึ่งหลังไม่มีประตูเพิ่มแต่เกมยังสนุกเหมือนเดิม ความพยายามของบาร์เซโลน่าในการกลับเข้าสู่เกมรวมถึงลูกยิงสุดสวยของปูเตญาสจากเส้นกึ่งกลางสนามสุดท้ายก็ไร้ผล

6) เรอัล มาดริด 4 – 1 แอตเลติโก้ มาดริด, 2014

ย้อนกลับไปในปี 2014 การแข่งขันระหว่างเรอัล มาดริด และแอตเลติโก้ มาดริด เป็นไปอย่างดุเดือด แอต.มาดริด คว้าแชมป์ลา ลีก้า เพียงไม่กี่วันก่อนที่พวกเขาจะพบกับทัพราชันชุดขาวในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ดิเอโก้ โกดิน ช่วยให้ทัพตราหมีขึ้นนำในนาทีที่ 36 และทีมของเขาดูเหมือนจะคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกเมื่อการแข่งขันเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่เซร์คิโอ รามอส มาทำประตูตีเสมอให้กับเรอัล มาดริด ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ขึ้นนำในช่วงต่อเวลาพิเศษ ประตูจาก แกเร็ธ เบล, มาร์เซโล่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้การแข่งขันจบลงที่ 4-1

5) เชลซี 1 – 1 (ยิงจุดโทษ 4-3) บาเยิร์น มิวนิค, 2012

การเผชิญหน้ากันของเชลซีและบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2012 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ดูเหมือนว่า โธมัส มุลเลอร์ จะคว้าชัยให้กับบาเยิร์น มิวนิค หลังจากที่เขาพังประตูได้ในนาทีที่ 83 แต่ดิดิเยร์ ดร็อกบา โหม่งตีเสมอในอีก 5 นาทีต่อมา ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถทำประตูได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ การแข่งขันจึงจบลงที่การดวลจุดโทษ ฆวน มาต้า พลาดจุดโทษลูกแรกของเชลซี แต่ดาวิด ลุยซ์, แฟรงค์ แลมพาร์ด และแอชลีย์ โคล ทำประตูได้ทั้งหมด ฟิลิปป์ ลาห์ม, มาริโอ เกิตเซ่ และผู้รักษาประตู มานูเอล นอยเออร์ ต่างก็ยิงเข้าสำหรับทัพเสือใต้ แต่โมเมนตัมเปลี่ยนไปทางฝั่งเชลซีหลังลูกยิงของ อิวิก้า โอลิช โดนเซฟ และ บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ ชนเสา และเป็นดร็อกบาก้าวขึ้นไปยิงประตูชัยให้ทัพสิงห์บลูส์แบบสุดดราม่า

4) เอซี มิลาน 4 – 0 บาร์เซโลน่า, 1994

แม้จะขาดผู้เล่นตัวหลักไป 7 คน ซึ่งรวมถึงมาร์โก ฟาน บาสเท่น, ฟรังโก บาเรซี และจานลุยจิ เลนตินี เอซี มิลาน ก็ยังทำให้บาร์เซโลน่าต้องตะลึงในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 1994 บาร์เซโลน่าในยุคของโยฮัน ครัฟฟ์ เป็นทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สองในรอบ 3 ปี แต่ดานิเอเล มาสซาโร่ ยิงได้ 2 ประตู ในครึ่งแรกให้มิลานนำอย่างคาดไม่ถึง จากนั้น เดยัน ซาวิเชวิช และ มาร์กแซล เดอไซญี่ จะมาทำสองประตูในครึ่งหลังคว้าชัยชนะเหนือบาร์เซโลน่าไปอย่างถล่มทลาย

3) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 – 1 (จุดโทษ 6-5) เชลซี, 2008

สี่ปีก่อนที่เชลซีจะผงาดคว้าแชมป์ยุโรปด้วยการเอาชนะบาเยิร์น มิวนิค ด้วยการดวลจุดโทษ สิงห์บลูส์ประสบชะตากรรมที่พลิกผันด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปีศาจแดงออกนำไปก่อนจากการทำประตูของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก่อนที่แฟรงค์ แลมพาร์ด จะตีเสมอได้ในช่วงก่อนพักครึ่ง เกมดังกล่าวเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยดิดิเยร์ดร็อกบา และแลมพาร์ด ยิงชนคาน และจอห์น เทอร์รี่ บล็อคลูกยิงของไรอัน กิ๊กส์ ได้สำเร็จ ขณะที่การแข่งขันกำลังเข้าสู่ช่วงดวลจุดโทษ เชลซี เจอข่าวร้ายเมื่อดร็อกบาโดนใบแดงเพราะไปตบหน้าเนมันย่า วิดิช การขาดหายไปของเขาสร้างความเสียหายใหญ่หลวง และในที่สุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ชนะการดวลจุดโทษ โดยที่เทอร์รี่และนิโกลาส์ อเนลก้า ยิงพลาด

2) โวล์ฟสบวร์ก 4 – 3 ทีเรเซอ, 2014

เป็นเกมสุดตื่นเต้นที่มีเจ็ดประตูในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะถูกจดจำไปอีกนาน ในฐานะทีมแชมป์เก่า โวล์ฟสบวร์กเป็นทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์ แต่คู่แข่งจากสวีเดนทำให้พวกเธอต้องพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก มาร์ธา เป็นคนเบิกสกอร์ให้กับทีเรเซอ ก่อนที่เวโรนิก้า โบเกเต จะยิงเป็น 2-0 โวล์ฟส์บวร์กตามหลัง 2-0 ในครึ่งแรก แต่พวกเธอพลิกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วในครึ่งหลัง อเล็กซานดร้า ปอปป์ ยิงตีตื้นเป็น 2-1 ในนาทีที่ 47 มาร์ติน่า มุลเลอร์ ตีเสมอได้ใน 6 นาทีต่อมา จากนั้น มาร์ธา ยิงให้ทีเรเซอขึ้นนำ 3-2 แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ทีเรเซอขึ้นนำ โวล์ฟสบวร์กตีเสมออีกครั้งจากเวเรน่า ชเวียส ก่อนที่มุลเลอร์จะทำประตูชัยได้ในช่วงก่อนหมดเวลา 10 นาที

1) ลิเวอร์พูล 3 – 3 (จุดโทษ 2-3) เอซี มิลาน, 2005

ไม่มีใครโต้แย้งว่า การปะทะกันของลิเวอร์พูลและเอซี มิลาน ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด หมดครึ่งแรก หงส์แดง ตามหลัง 3-0 พวกเขาต้องตะลึงกับประตูแรกจากเปาโล มัลดินี่ และสองประตูจากเอร์นัน เครสโป แต่สตีเว่น เจอร์ราร์ด กลายเป็นแรงบันดาลใจในการคัมแบ็คในตำนานหลังเริ่มครึ่งหลังมาได้หกนาทีด้วยลูกโหม่งในนาทีที่ 54 วลาดิมีร์ ชมิเซอร์ ทำประตูได้ในอีกสองนาทีต่อมา ก่อนที่ชาบี อลอนโซ่ จะตีเสมอได้ในนาทีที่ 60 การแข่งขันดำเนินไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษและดวลจุดโทษ ซึ่งในระหว่างนั้น เจอร์ซี่ ดูเด็ค ผู้รักษาประตูกลายเป็นฮีโร่ของลิเวอร์พูล เขาสามารถเซฟลูกยิงของทั้งอันเดรีย ปีร์โล่ และ อังเดร เชฟเชนโก้ ช่วยให้ทีมหงส์แดงคว้าแชมป์ยุโรป คงต้องใช้เวลาอีกนานก่อนที่แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศจะเหนือกว่า "ปาฏิหาริย์แห่งอิสตันบูล" นัดนี้