คุณผู้อ่านคงผ่านฟุตบอลโลกมาด้วยจำนวนครั้งที่ไม่เท่ากัน แต่ถ้าจำกัดตัวเลือกให้แคบลงเฉพาะในยุคที่มีการปฏิวัติทีวี นี่อาจจะเป็น 10 ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

          ถ้าจะให้จัดอันดับ 10 ทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล? แน่นอนว่าเป็นเรื่องของมุมมองและยากที่ทุกคนจะมีความเห็นสอดคล้องกัน แต่ความจริงที่ว่าฟุตบอลโลกระหว่างปี 1930 ถึง 1962 อาจจะไกลตัวเกินไป เราจึงขอจำกัดตัวเลือกให้แคบลงเหลือแค่ทัวร์นาเมนต์ที่จัดขึ้นหลังการปฏิวัติทางโทรทัศน์รอบโลก และนี่คือ 10 อันดับการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล


10. 2006 (พ.ศ.2549)

          อิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1982 ทัวร์นาเมนท์นี้จัดขึ้นท่ามกลางความอื้อฉาวเรื่องกัลโช่โปลี ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลเซเรีย อา ในฤดูกาล 2005-2006 และเรื่องราวทั้งหมดถูกตรวจสอบในเดือนพฤษภาคม ทีมชั้นนำในฟุตบอลอิตาลีอย่าง ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, ฟิออเรนติน่า, ลาซิโอ และ เรจจีนา เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยผู้จัดการของทีมเหล่านี้ได้มีการนัดแนะกับองค์กรของกรรมการตัดสินฟุตบอลก่อนการแข่งขัน ซึ่งในตอนแรก ยูเวนตุส ถูกปรับตกชั้นไปเล่นเซเรีย ซี แต่มาร์เซโล ลิปปี้ ก็นำทีมอิตาลีเข้าชิงกับฝรั่งเศส ซึ่งต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ซีเนดีน ซีดาน ใช้หัวโขกไปที่หน้าอกของมาร์โก มาเตรัซซี โดยทั้งสองเป็นคนทำประตูให้ทีมของพวกเขาในการเล่นเวลาปกติ ที่น่าแปลกคือ ดาวิด เทรเซเกต์ เป็นคนยิงจุดโทษพลาดและส่งอิตาลีคว้าแชมป์โลกไปครอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น เทรเซเกต์ เป็นคนยิงประตูชี้ขาดในช่วงต่อเวลาพิเศษโกลเด้นโกลให้ฝรั่งเศสนัดเจอกับอิตาลีเมื่อ 6 ปีก่อน ในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2000


9. 2002 (พ.ศ.2545)

          เป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกยุโรปและอเมริกา เมื่อเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ยกระดับมาตรฐานในแง่ของทักษะการจัดระบบและสนามกีฬาแห่งอนาคต ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นที่จดจำในเรื่องการตกรอบตั้งแต่เนิ่นๆ ของทีมดังๆ และผลการแข่งขันที่น่าตกใจ แชมป์เก่าฝรั่งเศสคือหนึ่งในนั้นที่กลับบ้านอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับอาร์เจนติน่า, โปรตุเกส และอิตาลี ในขณะที่เนเธอร์แลนด์ไม่ได้ผ่านมาเล่นรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ โรนัลโด้และบราซิลชดเชยความบอบช้ำเมื่อสี่ปีก่อนด้วยการเอาชนะเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศ ขณะที่เจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน เมื่อสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และญี่ปุ่นเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้านสหรัฐอเมริกาเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ เช่นเดียวกับเซเนกัลที่ผ่านเข้ามาเล่นเป็นครั้งแรกก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ


8. 1998 (พ.ศ.2541)

          ในที่สุดฝรั่งเศสก็คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ พวกเขาประสบความสำเร็จในแผ่นดินของตัวเองโดยที่แทบไม่ต้องพึ่งกองหน้า, ซีเนดีน ซีดาน เป็นดาวเด่นของทัวร์นาเมนท์แม้เขาจะโดนโทษแบน 2 นัดจากการโดนใบแดงในนัดเจอซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่ปริศนาแสนพิศวงเกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศก่อนคิกออฟราว 1 ชั่วโมงเศษ มาริโอ ซากาโล่ กุนซือทีมชาติบราซิล เผยรายชื่อ 11 ตัวจริงให้สื่อมวลชนได้รับทราบเป็นครั้งแรก ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของ โรนัลโด้ อยู่ในลิสต์ ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วว่าเจ้าตัวไม่ได้ลงสนามเพราะ "ป่วยประหลาด" ชนิดไม่มีใครทราบสาเหตุ แต่หลังจากนั้นไม่นานได้มีการประกาศรายชื่อ 11 ตัวจริงอย่างเป็นทางการออกมา ปรากฏว่ามีพลิกโผอีกรอบ เมื่อโรนัลโด้ กลับมาเป็นตัวจริง, ด้านเนเธอร์แลนด์นั้นก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่เดนนิส เบิร์กแคมป์ ยิงหนึ่งในประตูที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกในเกมกับอาร์เจนติน่าในรอบแปดทีมสุดท้าย, โครเอเชียก็ได้ใจผู้ชม
ด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ขณะที่ดาวอร์ ซูเคอร์ ได้รองเท้าทองคำนำหน้ากาเบรียล บาติสตูต้า และคริสเตียน วิเอรี และปรากฏการณ์ระดับโลกของทั้งไมเคิล โอเว่นและเดวิด เบ็คแฮม ก็ถือกำเนิดขึ้น
 

7. 1966 (พ.ศ. 2509)

          ชั่วโมงที่ดีที่สุดของอังกฤษ พวกเขาได้รับเกียรติยศสูงสุดเพียงครั้งเดียวในเกมของลูกผู้ชายด้วยชัยชนะ 4-2 เหนือเยอรมนีตะวันตกที่มีฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวร์ เป็นหัวใจของทีมที่สนามเวมบลีย์ จิมมี่ กรีฟส์ ไม่อยู่ในรายชื่อ 11 ตัวจริง ขณะที่เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ทำแฮตทริก แต่ก็ยังมีข้อกังขาสำหรับประตูที่ 2 ของเขา กับการยิงไปเช็ดคาน บอลกระดอนลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว จนแทบมองไม่ทันว่ามันข้ามเส้นไปหรือยัง แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินก็ให้ลูกนี้เป็นประตู และเป็นประตูที่ทำให้ทีมของเขาขึ้นนำ 3-2, ด้านเกาหลีเหนือที่ทำผลงานได้ดีราวกับมีเวทมนตร์กับการสามารถเอาชนะอิตาลีในรอบแบ่งกลุ่มและผ่านเข้าไปเล่นรอบน็อคเอาท์เจอกับโปรตุเกสที่นำมาโดยยูเซบิโอและพวกเขาก็แพ้ไปอย่างน่าประทับใจ แต่เรื่องทอล์คออฟ เดอะ ทาวน์ ก็หนีไม่พ้นการตกรอบอย่างรวดเร็วของบราซิลและวิธีการแสนโหดร้ายในการเข้าหาเปเล่ของคู่แข่ง นอกจากนี้ฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังโดนบอยคอตต์จากชาติในแอฟริกาจากปัญหาความไม่พอใจที่ได้รับสิทธิ์น้อยในการเข้าร่วมแข่งฟุตบอลโลก


6. 1978 (พ.ศ. 2521)

         ทัวร์นาเมนต์ที่เล่นภายใต้เงามืดของรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดยผู้บัญชาการ ฮอร์เก ราฟาเอล วิเดลา (เผด็จการอาร์เจนติน่าผู้ขึ้นชื่อเรื่องการบังคับสูญหาย) ฟุตบอลโลกปี 1978 เป็นหนึ่งในรอบชิงชนะเลิศที่มีการเมืองมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกมการแข่งขันและเกิดขึ้นไม่ไกลจากศูนย์กักกันและทรมานผู้คน ความสำเร็จของอาร์เจนติน่าในฐานะเจ้าบ้านมาพร้อมกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันสิ้นสุด นำโดยเซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือนักคิดอิสระและสิงห์อมควัน, นักเตะวัย 17 ที่เก่งเกินวัยนาม ดิเอโก้ มาราโดน่า ถูกคัดออกจากทีม ขณะที่ มาริโอ้ เคมเปส และ ดาเนียล เบอร์โตนิ ช่วยกันยิงจนนำประเทศสู่การคว้าแชมป์ ในรอบชิงพวกเขาเอาชนะทีมเก่งแต่ไม่มีโยฮัน ครัฟฟ์อย่างเนเธอร์แลนด์ เรียกว่าในที่สุดแล้วอาร์เจนติน่าก็เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยแรกตามความฝันของประธานาธิบดีวิเดลา


5. 1974 (พ.ศ. 2517)

         ชาติที่กลายเป็นทีมที่น่าจดจำของเหล่าแฟนบอลสำหรับทัวร์นาเมนต์ในปีนี้คือเนเธอร์แลนด์ ที่นำระบบโททัลฟุตบอลมาใช้ในเวลานั้น พวกเขากลายเป็นทีมที่อันตรายที่สุดในรายการแม้จะเพิ่งมีโอกาสผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทีม 'ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน' ในยุคนั้นเต็มไปด้วยขุนพลฝีเท้าเยี่ยมนำมาโดย 'นักเตะเทวดา' โยฮัน ครัฟฟ์ ที่เป็นหัวใจคอยบัญชาเกมในแดนกลาง นอกจากนี้เนเธอร์แลนด์ชุดปี 1974 นี้ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลที่ไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เช่นเดียวกับ MightyMagyars (ไมท์ตี้ แม็กยาร์ส) หรือ ฮังการีสุดอัศจรรย์ โดยทัพอัศวินสีส้มขับเคลื่อนโดย ไรนุส มิเชลส์ ที่ข้างสนาม และโยฮัน ครัฟฟ์ ในสนาม พวกเขาควรจะเป็นแชมป์เพราะอุดมไปด้วยนักเตะพรสวรรค์และฝีเท้าสูง แต่เช่นเดียวกับในปี 1954 ชาติเจ้าภาพอย่างเยอรมนีตะวันตกที่มีความมุ่งมั่นและมีระเบียบวินัยมากกว่าที่เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ในเกมที่น่าตื่นเต้นและดุเดือดอีกเกมในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

 

4. 1990 (พ.ศ.2533)

          เดส ลีแนม ได้นำเราผ่านช่วงฤดูร้อนปี 1990 ไปอย่างราบรื่นด้วยเพลงประกอบโอเปร่าเรื่องดังอย่าง Nessun Dorma (เนสซูน ดอร์มา) และการผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศของอังกฤษที่จบลงด้วยการพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ ทัวร์นาเมนท์นี้ฟุตบอลโลกที่นำเสนอสไตล์มากกว่าเนื้อหา, สนามแข่งในอิตาลีที่ดูเป็นยุคอวกาศ ในขณะที่ชุดแข่งก็ส่องประกายระยิบระยับ, โตโต้ สกิลลาชี่ เป็นนักเตะที่ทำให้แฟนบอลสนใจและตื่นตาตื่นใจเอามากๆ, โรแบร์โต้ บาจโจ้ ทำให้แฟนบอลสาวๆ ชื่นชมกับลีลาการเล่นและรูปร่างหน้าตาของเขา, บราซิลตกรอบสองไปแบบสุดช็อคเมื่อเจอทีเด็ดของดิเอโก้ มาราโดน่าที่จ่ายลูกคิลเลอร์พาสให้เคลาดิโอ คานิกเกีย หลุดเข้าไปยิงประตูชัยให้อาร์เจนติน่าพลิกเอาชนะไปได้อย่างเหลือเชื่อ 1-0, ไอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จมากๆ ภายใต้การทำทีมของแจ็ค ชาร์ลตัน จนสามารถทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ, 'หมอผี' แคเมอรูน ตัวแทนจากกาฬทวีปซึ่งเพิ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้เป็นหนที่ 2 ต่อจากฟุตบอลโลกปี 1982 ที่สเปน สร้างเรื่องช็อคโลกด้วยการพลิกล็อกโค่นแชมป์เก่า อาร์เจนติน่า 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม และเยอรมนีตะวันตกกลายเป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้น่ากลัวมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ และที่สุดลูกโทษที่จุดโทษของอังเดรส เบรห์เม่ ก็ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์โลกสมัยที่สามมาครองได้สำเร็จ

 

3. 1982 (พ.ศ. 2525)

          สเปนที่รับหน้าที่เจ้าภาพชนะเพียงหนึ่งในห้าเกมของพวกเขาและแพ้ให้กับไอร์แลนด์เหนือที่มีนอร์แมน ไวท์ไซด์ วัย 17 ปีเป็นดาวเด่น เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลก ด้วยวัยเพียง 17 ปี กับ 41 วัน ในปีนั้น ทำลายสถิติของเปเล่, ทีมชาติบราซิลชุดที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ยอดเยี่ยมและมีความสวยงามในการเล่นเป็นจุด
แข็งแต่ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 ไปได้ พวกเขาพ่ายแพ้ต่ออิตาลี 3-2, มาร์โก ทาร์เดลลี่ กองกลางของอิตาลีทำให้แฟนๆ มีภาพจำกับการแสดงการดีใจอย่างสุดขีดหลังยิงประตูสุดสวยในรอบชิงชนะเลิศกับทีมเยอรมนีตะวันตก โดยที่ เปาโล รอสซี่ คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์ พร้อมกับตำแหน่งดาวซัลโวจากการซัดไป 6 ประตู, เหตุการณ์การปะทะกันอย่างรุงแรงและยังอยู่ในความทรงจำไปตลอดกาลเป็นเกมในรอบตัดเชือก ระหว่าง เยอรมนีตะวันตก พบกับ ฝรั่งเศส พาทริค บัสติสต็อง ดาวเตะฝรั่งเศส วิ่งเข้าหาบอลที่กำลังจะทะลุไปหน้าประตูอินทรีเหล็ก โทนี่ ชูมัคเกอร์ นายทวารเยอรมนีตะวันตก วิ่งสวนออกมา และพุ่งเข้าชาร์จบัสติสต็องอย่างแรง เล่นเอาเจ้าตัวสลบเหมือดทันทีคาสนามทันที ฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังมีทั้งซิโก้, มิเชล พลาตินี่ และดิเอโก้ มา
ราโดน่า รวมไปถึงอังกฤษที่ไม่แพ้ทีมไหนแต่ตกรอบ เรียกว่าฟุตบอลโลก 1982 มีครบทุกรสชาติเลยทีเดียว


2. 1986 (พ.ศ. 2529)

          เม็กซิโกและฤดูร้อนปี 1986 ทัวร์นาเมนท์ที่ตั้งใจจะจัดขึ้นในโคลอมเบีย แต่ด้วยเหตุผลทางการเงินทำให้พวกเขาต้องถอนตัวออกไปเมื่อปี 1983 และเป็นเม็กซิโกที่เข้ามารับหน้าที่แทนทำให้พวกเขาเป็นชาติแรกที่ได้เป็นเจ้าภาพ 2 ครั้ง แต่ก่อนจะจัดการแข่งขันก็มีอุปสรรคเกิดขึ้นเหมือนกัน เพราะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในปี 1985 มีผู้เสียชีวิตไปร่วม 2 หมื่นคน และมีอุปสรรคในการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปถึงคน 166 ประเทศทั่วโลก ทั้งภาพที่พร่ามัว และเสียงบรรยายที่ฟังราวกับว่าออกอากาศจากพื้นผิวดวงจันทร์ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านั้นโดนบดบังด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของดิเอโก้ มาราโดนา รวมไปถึงดาวเด่นอีกมากมายทั้งมิเชล พลาตินี่, เปรเบน เอลเคียร์, ไมเคิล เลาดรูป, เอ็นโซ่ ฟรานเชสโคลี่, กาเรกร้า, อิกอร์ เบลานอฟ, ยาน กือเลมันส์, เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ และ แกรี่ ลินีเกอร์ ฯลฯ ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีแมตช์คลาสสิคหลายแมตช์ รวมไปถึงนัดอื้อฉาวที่เป็นจุดกำเนิดของประตูแห่งตำนาน “แฮนด์ ออฟ ก็อด” ก่อนที่จะจบลงด้วยการที่อาร์เจนติน่ากลายเป็นแชมป์โลกหลังจากเอาชนะเยอรมันตะวันตกในรอบชิง 3-2 ถือว่าเป็นนัดที่ยอดเยี่ยมอีกเกมเพราะมีการทำประตูกันถึง 5 ประตู และ “เสือเตี้ย” ใช้ทีเด็ดของตัวเองแทงบอลให้ โฮเซ บูร์รูชากา ยิงประตูตัดสินก่อนหมดเวลา 7 นาที ส่งให้อาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครอง


1. 1970 (พ.ศ.2513)

          เม็กซิโกอีกครั้ง ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฟาดแข้งกันในถิ่นอเมริกาเหนือ และถือเป็นยุคใหม่ของฟุตบอลโลก เมื่อมีการถ่ายทอดสดในระบบทีวีสีเป็นครั้งแรก และเป็นทัวร์นาเมนท์ที่ทำให้ทุกคนนึกถึง 'เซฟลูกนั้น' และ 'การเสียบสกัดครั้งนั้น' จากกอร์ดอน แบงค์ส และบ็อบบี้ มัวร์ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีประตูที่สวยที่สุดตลอดกาลในนัดชิงของคาร์ลอส โรแบร์โต้ รวมไปถึงความมหัศจรรย์ของเปเล่ ที่เล่นได้ราวองค์เทพมาจุติและพาบราซิลคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จชนิดสมบูรณ์แบบที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบ  นอกจากนี้รอบรองชนะเลิศระหว่าง อิตาลี กับ เยอรมันตะวันตก ถูกยกย่องให้เป็น "Game of the Century" ทั้งสองทีมสร้างเกมที่สุดยอดออกมาให้โลกได้จดจำด้วยการดวลแข้งกันยาวนาน 120 นาที และมีทุกรสชาติ ทำประตูรวม 7 ประตู และเป็นอิตาลีที่ชนะไปอย่างโชกโชน 4-3, ไม่มีใครลืม 10 ประตูของแกร์ด มุลเลอร์ ที่คว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง, ทีมเปรู ที่เล่นกันได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจโดยเฉพาะในเกมสุดมันส์รอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ บราซิล ก่อนจะแพ้ไป 2-4, อังกฤษพ่ายแพ้ต่อเยอรมันตะวันตกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์ 3-2 โดยทัพสิงโตคำรามขึ้นนำก่อน 2-0 แต่กลับเสีย 3 ประตูในช่วง 20 นาทีในช่วงครึ่งหลังและช่วงต่อเวลาพิเศษ