จบลงไปแล้วกับการแข่งขันวอลเลย์บอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดแข่งขัน 4 ปีครั้ง อย่าง วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2022 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศโปแลนด์

ครั้งนี้ ทีมชนะเลิศ อาจจะเป็นที่ไม่พลิกความคาดหมายนั่นคือ เซอร์เบีย แชมป์เก่าจากปี 2018 ที่กลับมาป้องกันแชมป์ไปได้อีกครั้ง

แต่อาจจะด้วยผลงานในรายการก่อนหน้านี้อย่าง วอลเลย์บอลเนชันส์ ลีก (VNL) หรือการเปลี่ยนแปลงในทีม ทั้งตัวนักกีฬา และทีมงานผู้ฝึกสอน ทำให้ เซอร์เบีย อาจจะไม่ได้เป็นทีมเต็งในการคว้าแชมป์ ทว่าสุดท้าย พวกเธอยังสามารถซิวโทรฟี มาครองได้สำเร็จ

ศึกชิงแชมป์โลก 2022 สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้จัดแข่งขันโดยมี 2 ชาติเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว หลังจากที่ในประเภททีมชาย จัดแข่งแบบเจ้าภาพร่วมมาแล้วเมื่อปี 2018

ซึ่งการจัดแบบเจ้าภาพร่วม ส่วนหนึ่งจะได้วิธีการมาจากการจัดแข่งขันของทวีปยุโรป ที่ส่วนใหญ่ หลาย ๆ ประเทศ มีชายแดนติดกัน และการเดินทางไปมาหาสู่กันไม่ได้ลำบาก

ครั้นรูปแบบวิธีการจัดเจ้าภาพร่วมแบบนี้ จะนำไปใช้ในทวีปอื่น ๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นยาก ทั้งการเดินทาง และการทำเอกสารเข้าประเทศในที่อื่น ๆ ก็แตกต่างกันออกไป

ทว่าหนนี้ FIVB เลือกที่จะจัดแข่งขันในรูปแบบเจ้าภาพร่วม อีกทั้งยังจัดแข่งขันแบบเอาใจเจ้าภาพขนาดหนัก

เริ่มต้นที่เกมในนัดเปิดสนาม ทั้ง 24 ทีม จะต้องเดินทางไปแข่งขันที่เมืองอาร์เนม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไม่เว่นแม้แต่ โปแลนด์ หนึ่งในเจ้าภาพร่วม ยังต้องไปแข่งขันที่สนามเปิดแข่งขันด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งปกติแล้ว การเล่นแบบเจ้าภาพร่วม เขาจะเล่นในสนามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกทีเดียว เพื่อความสะดวกต่อการแข่งขันของทีม รวมไปถึงการเดินทาง

ซึ่งในครั้งนี้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะดูแลทีมทั้งหมด 12 ทีม ที่อยู่ในกลุ่ม เอ และกลุ่ม บี ส่วน โปแลนด์ จะเป็นเจ้าภาพให้กับทีมที่อยู่ในกลุ่ม บี และกลุ่ม ซี

และหลังจากจบการแข่งขันในนัดเปิดสนาม ทีมจากกลุ่ม บี ต้องเดินทางต่อไปแข่งขันที่เมืองกดังก์ ประเทศโปแลนด์ เพื่อไปแข่งขันในนัดที่ 2 ส่วนทีมจากกลุ่ม ซี ต้องแข่งต่อที่เนเธอร์แลนด์ อีกนัด แล้วค่อยโยกย้ายไปแข่งขันที่เมืองลูดซ์ ประเทศโปแลนด์ ตั้งแต่นัดที่ 3 เป็นต้นไป

มิเพียงเท่านั้น หลังจากจบการแข่งขันในรอบที่ 2 และเข้าสู่การแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศ ตามจริงรอบนี้ จะต้องเป็นการแข่งขันกันแบบไขว้สาย และจะเหลือการแข่งขันเพียงแค่สนามเดียว กล่าวคือทีมที่มาจากกลุ่ม อี จะต้องเจอกับทีมที่มาจากกลุ่ม เอฟ ทว่าหนนี้ ทีมจากกลุ่มเดียวกัน ก็เจอกันเองไปเลย เพื่อคัดให้เหลือทีมเดียว และเข้าไปชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ การแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศ และรอบรองชนะเลิศ ยังแข่งขันกัน 2 สนาม ทั้งที่เนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์ จะโยกมาเหลือสนามเดียว นั่นคือเกมในรอบชิงชนะเลิศ และรอบชิงอันดับ 3 ที่ทีมจากสนามโปแลนด์ (บราซิล และ สหรัฐอเมริกา) จะเดินทางไปแข่งขันต่อในนัดสุดท้าย ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

นับว่าเป็นชิงแชมป์โลก ที่จัดแข่งขันที่แปลก และต้องเดินทางกันอย่างทรหดอดทนอยู่ไม่น้อย

ส่วน เซอร์เบีย ที่คว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน เป็นฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ ทิยานา บอสโควิช ที่ขึ้นมารับหน้าที่กัปตันทีม รวมถึงยังตบทำแต้มเป็นกอบเป็นกำให้กับทีม และยังพาทีมคว้าชัยชนะไปได้ทั้ง 12 เกม ตลอดทั้งการแข่งขัน เป็นทีมแชมป์แบบไร้พ่าย

ด้าน บราซิล ที่ล้มเอาชนะ อิตาลี มาได้ในรอบรองชนะเลิศ และเข้ามาลุ้นแชมป์อีกครั้ง เป็นที่น่าเสียดาย ที่พวกเธอดันฟอร์มไม่ออกเต็มที่ในรอบชิงดำ พ่ายให้กับ เซอร์เบีย 0-3 เซต ทำให้สาวแซมบ้า ยังต้องรอแชมป์โลกสมัยแรกต่อไป แม้จะเข้าชิงชนะเลิศมาแล้ว 4 ครั้งก็ตาม

ขณะที่ อิตาลี รองแชมป์โลก 2018 ที่ฟอร์มร้อนแรงไม่แพ้ เซอร์เบีย รวมถึงน่าจะเป็นคู่ต่อกรที่สูสี แต่น่าเสียดายเช่นกัน ที่พวกเธอไปไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ที่ต้องพ่ายให้ บราซิล 0-3 เซต ในรอบตัดเชือก ทว่าสุดท้ายพวกเธอยังคว้าอันดับที่ 3 มาครองได้ ด้วยการเอาชนะ สหรัฐอเมริกา 3-0 เซต

และทีมชาติไทย ทำผลงานในรอบนี้ จบการแข่งขันในอันดับที่ 13 (จากทั้งหมด 24 ทีม) ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมที่เคยทำได้ และทำผลงานชนะ 4 นัด และแพ้ไป 5 นัด

ส่วนในครั้งต่อไป มีข่าวลือว่า ประเทศญี่ปุ่น อาจจะรับเป็นเจ้าภาพในศึกชิงแชมป์โลก ในปี 2026 ทั้งประเภททีมชาย และประเภททีมหญิง รวมไปถึงยังจะเพิ่มทีมในรอบสุดท้าย จาก 24 ทีม เป็น 32 ทีมอีกด้วย

ซึ่งจะจริงหรือไม่ ต้องรอติดตาม