เป็นความยิ่งใหญ่ของ "สกอตตี้ เชฟเฟลอร์" โปรกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลกชาวอเมริกัน ผู้คว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2022 หรือเพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ ของพีจีเอทัวร์

จากผลงานแชมป์ 4 รายการในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมถึงการครองแชมป์เมเจอร์ครั้งแรกในศึก เดอะ มาสเตอร์ส ที่ออกัสต้า เนชันแนล กอล์ฟคลับ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

โปรหนุ่มวัย 26 ปี ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพในพีจีเอทัวร์ฤดูกาล 2021-2022 ให้คว้ารางวัล แจ๊ค นิคลอส ในฐานะผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีระหว่างร่วมรายการ คอลเลค เกมเดย์ ทางช่อง อีเอสพีเอ็น โดยได้คะแนนโหวต 89 เปอร์เซนต์ เอาชนะสองคู่แข่งอย่าง รอรี่ แม็กอิลรอย จากไอร์แลนด์เหนือ และคาเมรอน สมิธ จากออสเตรเลีย

เชฟเฟลอร์ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ของพีจีเอทัวร์นับแต่มีการประกาศรางวัลเมื่อปี 1990 ที่ครอง 3 รางวัลทั้งตำแหน่งนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีของคอร์น เฟอร์รี่ทัวร์, นักกอล์ฟดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี และนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีของพีจีเอทัวร์

“ในนามของพีจีเอทัวร์ ผมขอแสดงความยินดีกับสกอตตี้ เชฟเฟลอร์ กับผลงานที่โดดเด่นและความสำเร็จของเขาในฤดูกาลนี้ การคว้ารางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีคือการได้รับเกียรติสูงสุดและการยกย่องนับถือจากเพื่อนร่วมอาชีพในทัวร์”

เจย์ โมนาฮาน ประธานพีจีเอทัวร์ กล่าวหลังการประกาศรางวัล

สำหรับผลงานคว้าชัยชนะ 4 รายการของเชฟเฟลอร์ในฤดูกาลนี้ เริ่มจากรายการ ดับเบิลยูเอ็ม ฟีนิกซ์ โอเพ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตามด้วยอาร์โนลด์ พาลเมอร์ อินวิเทชันแนล พรีเซนเต็ดบายมาสเตอร์การ์ด, เวิลด์กอล์ฟ แชมเปียนชิพ-เดลล์ เทคโนโลยี แมตช์ เพลย์ ในเดือนมีนาคม และแชมป์ครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพก็คือ เดอะ มาสเตอร์ส เมเจอร์แรกแห่งปีที่สนามออกัสต้า เนชันแนล กอล์ฟ คลับ เดือนเมษายน

พร้อมทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่คว้า 4 แชมป์จากการลงเล่น 6 รายการ นับตั้งแต่ เจสัน เดย์ ทำได้เมื่อฤดูกาล 2014-15 และก่อนหน้านี้มีเพียง ไทเกอร์ วูดส์ ที่ชนะเลิศ 4 รายการโดยได้แชมป์เมเจอร์ และเวิลด์กอล์ฟแชมเปี้ยนชิพในฤดูกาลเดียวกัน

นอกจากนี้เชฟเฟลอร์ยังทำผลงานจบใน 10 อันดับแรก 11 ครั้งจากการลงเล่น 25 รายการในฤดูกาลนี้ รวมถึงตำแหน่งรองแชมป์คาเดนซ์ แบงก์ โอเพน, ชาร์ลชวาบ ชาลเลนจ์, ยูเอส โอเพ่น และทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ

รวมทั้งเป็นผู้นำอันดับคะแนนสะสมของเฟดเอ็กซ์คัพ 24 สัปดาห์ โดยเป็นการครองตำแหน่งผู้นำ 23 สัปดาห์สุดท้ายในฤดูกาลปกติ ก่อนจบที่อันดับ 2 ในรายการ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ และรับเงินโบนัสเฟดเอ็กซ์คัพ 5.75 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่เงินรางวัลสะสมในฤดูกาลปกติทำไป 14,046,910 เหรียญสหรัฐ เป็นสถิติสูงสุดในหนึ่งฤดูกาล สถิติเดิมเป็นของ จอร์แดน สปีธ 12,030,465 เหรียญสหรัฐในฤดูกาล 2014-15

โดยนอกเหนือจากเงินโบนัส 5.75 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการจบอันดับ 2 ของตารางเฟดเอ็กซ์คัพแล้ว เชฟเฟลอร์ยังได้รับเพิ่มอีก 4 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Comcast Business TOUR TOP 10 หลังปิดฉากฤดูกาลปกติในตำแหน่งผู้นำอันดับคะแนนสะสมเฟดเอ็กซ์คัพ และอีก 1 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Aon Risk Reward Challenge

เมื่อรวมเงินรางวัลในฤดูกาลปกติบวกกับเงินโบนัส เชฟเฟลอร์กวาดเงินรางวัลในฤดูกาลนี้รวมทั้งสิ้น 24,796,910 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 900 ล้านบาท

เชฟเฟลอร์ ขยับขึ้นรั้งตำแหน่งมือ 1 ของโลกเป็นครั้งแรกหลังจากคว้าแชมป์รายการที่ 3 ในฤดูกาลนี้เมื่อ 27 มีนาคม 2565 กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 25 ที่ได้ครองตำแหน่งนักกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลก นับตั้งแต่มีการจัดอันดับในปี 1986

และประเดิมลงสนามในฐานะมือหนึ่งโลกด้วยการคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในศึกเดอะ มาสเตอร์ส รวมทั้งสามารถครองบัลลังก์จนจบฤดูกาลเป็นเวลา 24 สัปดาห์ติดต่อกัน