เชลซีเพิ่งสร้างความช็อคให้พรีเมียร์ ลีกและแฟนบอลอีกครั้งด้วยการไล่โธมัส ทูเคิล ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม แต่กุนซือชาวเยอรมันเป็นเพียงหนึ่งในโค้ชหลายคนที่ทัพสิงห์บลูส์เคยปลดอย่างไร้ความปรานีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

          เชลซี สร้างความช็อคให้กับวงการฟุตบอลอีกครั้งด้วยการไล่โธมัส ทูเคิล พ้นเก้าอี้ผู้จัดการทีม แม้ว่าโค้ชชาวเยอรมันจะนำทีมสิงห์บลูส์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ 18 เดือนก่อน กุนซือรายนี้ถูกเตะโด่งออกจากเก้าอี้ร้อนๆ ของสโมสรหลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างย่ำแย่ภายใต้เจ้าของทีมรายใหม่อย่างรายใหม่ โดยท็อดด์ โบห์ลี่ ผู้ซึ่งตัดสินใจปลดทูเคิลนั้นเข้ามาเทคโอเวอร์ทีมต่อจากโรมัน อับราโมวิช เมื่อต้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เชลซีมีประวัติอันยาวนานในการกำจัดผู้จัดการทีมโดยไม่ลังเลเลยสักนิดก่อนที่เจ้าของทีมชาวอเมริกันจะเข้ามาเทคโอเวอร์ เรามาย้อนไปดูการไล่กุนซือออกอย่างเลือดเย็นที่สุด 6 ครั้งที่ยอดทีมแห่งลอนดอนตะวันตกเคยทำมา

 


คาร์โล อันเชล็อตติ (คุมทีมระหว่าง 1 กรกฎาคม 2009 - 22 พฤษภาคม 2011)

         คาร์โล อันเชล็อตติ นำทัพสิงห์บลูส์ไปสู่ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาล 2009/10 ด้วยคะแนนและประตูสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปหนึ่งคะแนนและสถิติในการทำประตูคือ 103 ประตู กลายเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ ลีก ที่ทำประตูได้มากกว่า 100 ประตูใน 1 ฤดูกาล และเป็นทีมแรกในลีกสูงสุดของอังกฤษนับตั้งแต่ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ทำไว้ในฤดูกาล 1962–63 นอกจากนี้เขายังพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ แต่นั่นยังไม่เพียงพอสำหรับอับราโมวิชซึ่งตัดสินใจว่าชาวกุนซืออิตาลีจะต้องถูกไล่ออกจากงาน

          เขาถูกปล่อยตัวออกมาหลังจากฤดูกาลแรกของเชลซีที่ไร้ถ้วยแชมป์ติดมือเป็นครั้งแรกในรอบสามปี พวกเขาพลาดแชมป์พรีเมียร์ ลีกให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตามมาด้วยการตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพและลีก คัพ ระหว่างฤดูกาล ในที่สุดกุนซือคิ้วขมวดก็โดนไล่ออกไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากพ่ายเอฟเวอร์ตัน 0-1 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2011 ซึ่งเป็นเกมพรีเมียร์ ลีก นัดสุดท้ายของฤดูกาลของเชลซี พวกเขาจบพรีเมียร์ ลีก 2010-11 ที่อันดับ 2 มีรายงานว่าเขาได้รับเงินชดเชยจำนวน 6 ล้านปอนด์จากเชลซี อันเชล็อตติจบด้วยสถิติชนะ 67 เสมอ 20 แพ้ 22 จาก 109 นัด เปอร์เซ็นต์การชนะของอันเชล็อตติที่เชลซี (ณ เดือนพฤษภาคม 2016) สูงที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก รองจากโชเซ่ มูรินโญ่ และ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ ต่อมาอันเชล็อตติก็ไปคว้าแชมป์ในสเปน, เยอรมนี และฝรั่งเศส


แฟรงค์ แลมพาร์ด (คุมทีมระหว่าง 4 กรกฎาคม 2019 - 25 มกราคม 2021)

          ตำนานของสโมสรอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด มีช่วงเวลาการคุมทีมที่น่าประทับใจที่ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกให้มาคุมทีมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 2019 ในปีเดียวกันนั้น อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษก็พาทีมเชลซีขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ในพรีเมียร์ ลีก ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่พวกเขายังไปถึงรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ แต่แพ้ให้กับอาร์เซนอล ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลต่อมาเขาก็ทำได้ไม่ดีนัก และแลมพาร์ดก็ถูกไล่ออกในช่วงครึ่งฤดูกาล และได้ทูเคิลเข้ามาแทน

          แลมพาร์ดถูกไล่ออกเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2021 เพียง 24 ชั่วโมงหลังจากที่เชลซีชนะลูตัน ทาวน์ 3-1 ในเอฟเอ คัพ และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2021 โธมัส ทูเคิล โค้ชชาวเยอรมันได้รับการประกาศให้เข้ามารับตำแหน่งแทน มีรายงานว่าสาเหตุที่เขาโดนปลดก็มาจากความไม่เห็นด้วยกับนโยบายการย้ายทีมของสโมสร ว่ากันว่าแลมพาร์ดอยากได้ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง, เดแคลน ไรซ์ และเจมส์ ทาร์คอฟสกี้ แต่ถูกขัดขวางโดยมาริน่า กรานอฟสกาย่า ผู้อำนวยการร่วมของเชลซี มีรายงานว่าแลมพาร์ดมีปัญหาหรือไม่ค่อยจะสื่อสารกับผู้เล่นบางคน ทำให้อดีตเพื่อนร่วมทีมและอดีตที่ปรึกษาสโมสรอย่างปีเตอร์ เช็ก ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง


โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ (คุมทีมระหว่าง 4 มีนาคม 2012 - 21 พฤศจิกายน 2012)

          อดีตผู้เล่นอีกคนที่ค่อนข้างไร้ประสบการณ์ในฐานะผู้จัดการทีมทีมเชลซี แต่โค้ชชาวอิตาลีรายนี้ทำให้สโมสรได้ถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในปี 2012 เช่นเดียวกับเอฟเอ คัพ ไม่เลวสำหรับการสิ่งชดเชยดังกล่าว แต่ปีต่อมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหายนะของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หลังจากที่ทีมมอบสัญญาถาวรให้เขาในช่วงซัมเมอร์ แต่เขาก็ถูกไล่ออกหลังจากพ่ายยูเวนตุส 3-0 ในแชมเปี้ยนส์ ลีก การคว้าถ้วยแชมป์ใบใหญ่ที่สุดก็ไม่ได้ทำให้คุณมีเวลาเพิ่มขึ้นกับสโมสรแห่งนี้มากนัก

          ดิ มัตเตโอ คุมทีมเชลซีได้เพียง 8 เดือน แม้จะคว้าแชมป์ได้ 2 รายการ ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในบรรดากูรูและแฟนๆ ของสโมสร ต่อมาในวันนั้น ราฟาเอล เบนิเตซ ถูกนำตัวเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวของเชลซีจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาล ในเดือนพฤศจิกายน 2013 มีรายงานว่าดิ มัตเตโอยังคงได้รับเงิน 130,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จากเชลซี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่เคยตกลงกันในเรื่องการจ่ายเงินเดือน และเขาจะยังคงได้รับเงินเต็มจำนวนจนถึงเดือนมิถุนายน 2014 เว้นแต่เขาจะรับงานอื่นก่อนหน้านั้น ซึ่งต่อมา ดิ มัตเตโอ ไปรับหน้าที่คุมทีมชาลเก้และแอสตัน วิลล่า แต่ไม่สามารถพาแต่ละทีมคว้าแชมป์ได้เลย และเขาไม่ได้เป็นโค้ชมาตั้งแต่ปี 2016

 

หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี (คุมทีมระหว่าง 1 กรกฎาคม 2008 - 9 กุมภาพันธ์ 2009)

          เชลซีจ้างหลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ในปี 2008 และนั่นหมายความว่าเขากลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่มาคุมทีมในพรีเมียร์ ลีก เขาดึงเอาเดโก้เพื่อนร่วมชาติเข้ามาเสริมทัพในแดนกลาง โดยหลังจากผ่านตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ไปอีกครั้งนึง ก็มีความรู้สึกกันว่า เจ้านายใหญ่ชาวบราซิลจะสามารถทำอะไรบางอย่างร่วมกับคนที่เขานำเข้ามา อย่างไรก็ตาม สโคลารี่ ถูกไล่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 หลังจากฟอร์มแย่ติดต่อกันหลายนัด โดยเฉพาะการแพ้ต่อลิเวอร์พูล 2-0 ตามมาด้วยการเสมอ 0-0 ในบ้านกับฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

          เหตุผลของสโมสรในการปลดเขาคือ "ผลการแข่งขันและฟอร์มการเล่นของทีมดูเหมือนจะแย่ลงในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล" อย่างไรก็ตาม มันเป็นการไล่ออกที่แปลกประหลาด คนที่เข้ามาแทนที่สโคลารีที่เชลซีในช่วงที่เหลือของฤดูกาล 2008–09 คือ กุส ฮิดดิ้งค์ ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ ซึ่งคุมทีมชาติรัสเซียไปพร้อมๆ กันระหว่างนั้น โดยระหว่างที่คุมทีมเชลซี บางครั้งสโคลารีถูกสื่ออังกฤษเรียกว่า "ฟิล" หรือ "บิ๊กฟิล"


อันโตนิโอ คอนเต้ (คุมทีมระหว่าง 3 กรกฎาคม 2016 - 13 กรกฎาคม 2018)

         อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาคุมทีมเชลซีในปี 2016 และช่วงเวลาของเขากับสโมสรคือช่วงเวลาที่เขาสร้างชื่อได้อย่างแท้จริง ในเดือนมกราคม 2017 เขากลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนถึง 3 เดือนติดต่อกัน (ตุลาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม) และต่อมาเขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลแรกของเขา

         แต่ในปีถัดมาสิ่งต่างๆ กลับไม่ค่อยดีนัก อดีตผู้จัดการทีมยูเวนตุสรายนี้คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ แต่เชลซีจบอันดับที่ 5 ในลีกเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล และไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก จากนั้นคอนเต้ก็ถูกไล่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเชลซีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2018 และถูกแทนที่โดยเมาริซิโอ ซาร์รี่ ในช่วงเวลานี้ สโมสรต้องสูญเสียเงิน 26.6 ล้านปอนด์ในการจ่ายค่าชดเชยให้กับคอนเต้, ทีมของเขา และค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย

 

เคลาดิโอ รานิเอรี (คุมทีมระหว่าง 18 กรกฎาคม 2000 - 31 พฤษภาคม 2004)

         แม้จะเป็นที่รักของใครต่อใครก็ตาม เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็ไม่ได้อยู่จนจบสัญญากับเชลซีภายใต้เจ้าของใหม่ชาวรัสเซีย ทัพสิงโตน้ำเงินครามรั้งอันดับ 2 ในพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2003/04 ซึ่งสูงที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวให้อับราโมวิชเก็บกุนซือรายนี้ไว้ รานิเอรี่ถูกปลดหลังฤดูกาล 2003/04 และงานของเขาก็ตกไปถึงโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้ซึ่งนำปอร์โต้ไปสู่การคว้าแชมป์ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

         ตลอดสี่ฤดูกาลของรานิเอรี่ เชลซีมีคะแนนรวมดีขึ้นในแต่ละฤดูกาล แกนหลักของทีมเชลซีที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก 2 สมัยภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่คือ จอห์น เทอร์รี่, วิลเลียม กัลลาส, เวย์น บริดจ์, โคล้ด มาเกเลเล่ และแฟรงค์ แลมพาร์ด ล้วนถูกนำมายังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หรือถูกฟูมฟักโดยรานิเอรี่ ในช่วงเดือนท้ายๆ ของเขาที่เชลซี รานิเอรียังระบุให้ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, ปีเตอร์ เช็ก และอาร์เยน ร็อบเบน เป็นผู้เล่นที่เชลซีควรเซ็นสัญญา ซึ่งทุกคนก็กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของสโมสร รานิเอรี่ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Proud Man Walking ในเดือนกันยายน 2004 ซึ่งเขียนเกี่ยวกับปีสุดท้ายที่เชลซี รายได้ทั้งหมดมอบให้กับโรงพยาบาล Great Ormond Street ในกรุงลอนดอน