ไม่พลิกล็อก"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์ลีกไปครอง ส่วน"ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไปชปล.ตามหลัง"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ"สิงห์บูลล์" เชลซีตามลำดับ ส่วนทีมตกชั้นเบิร์นลี่ย์,"แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด และ"นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้

 ในที่สุดพรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2001/2002 ก็ปิดลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแชมป์ตกเป็นของ"เรือใบสีฟ้า่" แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องลุ้นระทึกโกงความตายปราบ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า 3-2 ทั้งที่โดนนำไปก่อนถึง2ประตู โดยเฉือน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลที่ปราบ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 3-1 ไปเพียง 1 แต้มเท่านั้น ทำให้เรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์ลัก 4 สมัยในรอบ 5 ปี ถือว่าเป็นยอดทีมเกาะอังกฤษอย่างแท้จริง

 ส่วนทีมหงส์แดงคงต้องลืมความผิดหวังในหนนี้เพราะพวกเขามีโปรแกรมที่จะต้องดวลกับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้ อย่างน้อยๆ หากทำสำเร็จหงส์แดงจะครองแชมป์ฟุตบอลถ้วย 3 รายการซึ่งพวกเขาได้มาแล้ว 2 ถ้วยนั่นก็คือ คาราบาว คัพ กับ เอฟเอ คัพ  

 อีก 2 ทีมที่ต้องลุ้นกันในเกมสุดท้ายก็คือ"ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ซึ่งพวกเขาต้องขับเคี่ยวคว้าอันดับ 4 เพื่อตามหลังเรือใบสีฟ้า , หงส์แดง และ"สิงห์บูลล์" เชลซี ไปลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยไก่เดือยทองสถานการณ์ดีกว่าเพราะถ้าไม่แพ้"นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ กฌจะได้ไปชปล.ทันที สุดท้าย ไก่เดือยทอง สามารถถล่มนกขมิ้นเหลืองอ่อน ขาดลอย 5-0 ซิวตั๋วใบสุดท้ายไปลุยเกมถ้วยใบโตยุโรป

 ขณะที่ อาร์เซน่อล แม้ว่าจะไล่ถล่ม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่รอดตกชั้นไปแล้วถึง 5-1 แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาแซงหน้าไก่เดือยทองได้ ทำให้ ปืนใหญ่ รั้งอันดับ 5 ไปเล่นเกมยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน ส่วน"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โชคดีพอสมควรเพราะพวกเขาออกไปโดน"ปราสาทเรือนแก้ว" คริสตัล พาเลซ สอย 1-0 แต่ "ขุนค้อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ดันพลาดท่าถูก"นกนางนวล" ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน พลิกชนะ 3-1 ทำให้โควตา ยูโรปา ลีก ตกไปอยู่ในมือปีศาจแดงแบบโชคช่วย สำหรับ "ขุนค้อน" ต้องจำใจไปเล่นในเกมยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก

 ขณะที่การหนีตกชั้นก็สนุกเหมือนกันเพราะ"ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด สามารถรวมพลังเอาชนะ "ผึ้งพิฆาต"เบรนท์ฟอร์ด 2-1 รอดจากการตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด ส่วน เบิร์นลี่ย์ ที่เล่นในถิ่นพ่าย"สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-2 ต้องตกชั้นไปตามระเบียบตาม "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด กับ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ที่ร่วงตกชั้นไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก่อนหน้านี้แล้ว 

 ส่วนสโมสรที่ได้เลื่อนชั้นในฤดูกาลนี้ก็คือ "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม ที่คว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วย บอร์นมัธ ซึ่งคว้าอันดับ 2 ขณะที่โควตาสุดท้ายต้องรอลุ้นระหว่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ กับ น็อตติงแฮมป์ ฟอเรสต์ ซึ่งทั้งสองทีมจะต้องดวลกันในเกมนัดชิงชนะเลิศ เพลย์ออฟ วันที่ 29 พ.ค. โดยทีมชนะจะได้สิทธิ์ขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้า 

 สำหรับดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์เช่นกัน เพราะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ตอนแรกยิงนำห่างคู่แข่ง แต่ฟอร์มฝืดช่วงท้ายซีซั่นจนโดน ซน ฮึง-มิน ไล่จี้ และต้องมาวัดกันในเกมส่งท้ายลีก โดย ดาวยิงชาวเกาหลีใต้ ซัด 2 ประตูให้ไก่เดือยทองทำให้ประตูรวมอยู่ที่ 23 ลูก เท่ากับ ซาลาห์ ที่ยิง 1 ประตูในเกมกับวูล์ฟส์ ส่งผลให้ครองรองเท้าทองคำร่วมกัน

 ด้านท็อปแอสซิสต์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เป็นของ ซาลาห์ ที่ป้อนบอลให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 13 ครั้ง โดย อันดับสองเป็นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพื่อนร่วมทีมหงส์แดงที่ทำได้น้อยกว่าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

 สุดท้ายด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำซีซั่นนี้ตกเป็นของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์เรือใบสีฟ้า ทำให้เขากลายเป็นนักเตะรายที่ 4 ที่ได้รับเกียรตินี้มากกว่า 1 สมัยต่อจาก เธียร์รี่ อองรี, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เนมานย่า วิดิช สำหรับ ฟิล โฟเด้น เพื่อนร่วมทีม เดอ บรอยน์ ก็ไม่น้อยหน้าซิวแข้งดาวรุ่งยอดเยี่ยม ซึ่งคว้ามาครอง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และเป็นคนแรกในลีกที่ทำได้ด้วย