จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ได้ใจแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกด้วยสไตล์การเล่นบอลแบบกองหลังสมัยเก่าที่ดุดัน เข้าบอลหนักหน่วง รวมไปถึงการใช้เล่ห์เหลี่ยมตุกติกต่างๆ ในการขัดขวางคู่ต่อสู้ จนนำมาซึ่งช่วงเวลาอันลืมไม่ลงจากสไตล์ดังกล่าวของเขา

          จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังยูเวนตุสวัย 37 ปี ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอิตาลี หลังจบเกมพิเศษระหว่างทัพอัซซูร์รี่ กับ อาร์เจนติน่า ที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้ เขาลงเล่นให้ทีมชาติมากกว่า 115 นัดและเป็นกัปตันทีมชุดคว้าแชมป์ยูโร 2020 คิเอลลินี่ ประเดิมสนามให้กับทัพอัซซูร์รีในปี 2004 ด้วยทัศนคติในการเป็นกองหลังแบบดั้งเดิมทำให้เขามีแฟนบอลมากมาย อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเขาในระดับสโมสร แม้ว่าสัญญาของเขากับทัพม้าลายยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับตำนานนักเตะชาวอิตาลี เราจะขอย้อนไปดู 5 ช่วงเวลาที่โดดเด่นที่สุดของเขาก่อนเลิกเล่นทีมชาติ

 

1. ก่อกวนอัลบา

          คิเอลลินี่เป็นที่รู้จักมานานแล้วในฐานะผู้เล่นที่ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ได้เปรียบเหนือใครก็ตามที่ทีมของเขาเล่นด้วย นั่นก็ไม่ต่างกันเลยกับในรอบรองชนะเลิศยูโร 2020 ที่อิตาลีเจอกับสเปนซึ่งที่สุดแล้วต้องดวลลูกโทษตัดสิน ในการโยนเหรียญก่อนการเตะจุดโทษ กัปตันของทั้งสองทีมอยู่กับกรรมการเพื่อตัดสินว่าจะยิงจุดโทษฝั่งไหน จู่ๆ แข้งวัย 37 รายนี้ก็โบกมือไปมาและดูเหมือนล้อเล่นอะไรบางอย่างกับจอร์ดี้ อัลบา แม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงการสนทนา แต่จากท่าทางของเขาดูเหมือนว่าจะพูดถึงการเลือกยิงต่อหน้าแฟนบอลชาวสเปน จากนั้นคิเอลลินี่ก็ผลักไปที่แขนของฟูลแบ็คจากแดนกระทิงดุ ก่อนที่จะต่อยเบาๆ ที่แก้มซ้ายของเขา หลังจากชนะการโยนเหรียญเสี่ยงทายเพื่อยิงต่อหน้าแฟนบอลชาวอิตาลี กองหลังจอมเก๋าก็ยิ้มกว้างและโอบกอดคู่ต่อสู้ของเขาอย่างแนบแน่นโดยที่อัลบาดูเหมือนจะอึดอัดเล็กน้อยก่อนรีบผละออกอย่างเร็ว

          แม้ว่าจะดูเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้วิธีการที่น่าสงสัยเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในเกมหรือกีฬา แต่คิเอลลินี่ก็ยืนยันว่าที่เขาทำลงไปนั้นเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจ “มีการพูดอะไรที่เยอะกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาก เราต้องตัดสินใจว่าจะยิงไปที่ฝั่งไหน กรรมการก็โยนเหรียญแล้วพูดว่า 'แดงฝั่งนึง น้ำเงินอีกฝั่ง' เมื่อสีแดงปรากฏขึ้น จอร์ดี้คิดว่ามันเป็นฝั่งเขา แต่ผมพูดไปเล่นๆ ว่ามันไม่ใช่” เขากล่าว

 

2. ไฝว้แหลกคาวานี่

          คิเอลลินี่เป็นฝันร้ายของกองหน้าตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา และนั่นก็แสดงให้เห็นในเดือนมีนาคม 2013 ระหว่างการปะทะกันระหว่างยูเวนตุสและนาโปลี ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ปรับสำคัญสำหรับตำแหน่งแชมป์เซเรีย อา ในฤดูกาลนั้นและเจอกันเองตอนที่เหลือ 11 เกมให้เล่น สิ่งที่ตามมาคือสงคราม 90 นาทีระหว่างคิเอลลินี่กับเอดินสัน คาวานี่ ดาวเตะของนาโปลี ไฮไลท์อยู่ที่กองหลังยูเวนตุส ดึงผมของกองหน้าชาวอุรุกวัยก่อนที่คาวานี่จะชักศอกไปที่หัวเพื่อเป็นการแก้แค้น และเช่นเคย หลังเกมคิเอลลินี่ยืนยันว่าไม่มีความรู้สึกบาดหมางใจต่อกัน “สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเห็นได้ในวิดีโอ เราคุยกันหลังจากนั้น และมันก็เป็นแบบนั้นในช่วง 90 นาทีที่เราปะทะกัน แต่เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายจบลง มันก็จบลงแค่ในสนามและถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นแชมป์” คิเอลลินีกล่าวกับ Sky Sport Italia

 

3. เล่นต่อหลังโดนเย็บ 8 เข็ม

          ความดื้อรั้นของดาวเตะชาวอิตาลีที่จะเล่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับทุกทีมที่เขาเล่นด้วยนั้นแสดงให้เห็นในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2017 ระหว่างยูเวนตุสและโอลิมเปียกอส ประตูจากกอนซาโล่ อิกวาอิน และมาริโอ มานด์ซูคิช ทำให้ยูเว่ขึ้นนำสองประตู แต่แล้วคิเอลลินีก็ชนกับบียอร์น แองเกิ้ลส์ กลางอากาศ เลือดพุ่งออกมาจากหัวของเขา แต่กองหลังรายนี้ก็ยืนกรานที่จะเล่นต่อและทำเช่นนั้นด้วยการใช้ผ้าพันแผลสีน้ำเงินพันรอบศีรษะของเขา ก่อนที่จะเปิดเผยว่าเขาต้องเย็บแปดเข็มเพื่อปิดผนึกบาดแผล “ผมมีสามแต้มในสนามและแปดเข็มในหัวของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดคืนนี้คือชัยชนะ เล่นต่อไปแบบนี้เถอะ” คิเอลลินีโพสต์บนอินสตาแกรมหลังจากเห็นว่าทีมของเขาเก็บสามแต้มได้

 

4. ฟาล์วน่าเกลียดใส่ ซาก้า

         ความปรารถนาของคิเอลลินี่ที่จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อชัยชนะแน่นอนว่าไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับแฟนๆ ของอังกฤษ ปราการหลังรายนี้เป็นคนยิงประตูตีเสมอให้อิตาลีในรอบชิงชนะเลิศยูโร 2020 ที่เจอกับทัพสิงโตคำราม และตอนเกมเข้าใกล้ช่วงต่อเวลาพิเศษ คิเอลลินี่ได้ใช้วิธีเข้าสกัดบอลในแบบที่ส่งตรงจากคู่มือการเล่นของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เมื่อบูกาโย่ ซาก้า ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ พาบอลบุกขึ้นหน้าและเอาชนะคิเอลลินี่ตรงกลางสนาม จนกระทั่งซาก้าหลุดรอดไปได้ คิเอลลินี่เลยตัดสินใจคว้าคอเสื้อของปีกรายนี้และดึงเขาลงไปที่พื้น กองหลังรายนี้ได้รับใบเหลืองจากการกระทำของเขา เกมนี้จบลงที่อิตาลีชนะจุดโทษและคว้าแชมป์ยูโรไปครอง

 

5. เกือบย้ายไปซันเดอร์แลนด์

          คิเอลลินี่ ใช้เวลาทั้งอาชีพค้าแข้งในอิตาลี แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาสามารถย้ายไปอังกฤษได้ โดยหลังจากพาซันเดอร์แลนด์เลื่อนขึ้นชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก รอย คีน พยายามนำกองหลังรายนี้ไปที่สเตเดียมออฟไลท์ “มันเป็นวันนึงที่เหมือนวันอื่นๆ อีกหลายๆ วันที่ผมได้รับโทรศัพท์จากเอเย่นต์ที่พูดว่า 'คุณสนใจตัวคิเอลลินี่มั้ย?' ผมตอบว่า 'เด็กคนนั้นชอบคริสต์มาสไหม? แน่นอนว่าเราสนใจ แต่ไม่มีทางที่เขาจะมาที่นี่'” มิค บราวน์ หัวหน้าแมวมองของซันเดอร์แลนด์กล่าวกับ Mirror เมื่อปีที่แล้ว

          “เขาพูดว่า 'ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม' ผมก็โอเค สองสามวันต่อมา เขาโทรหาผมและพูดว่า 'คิเอลลินี่พร้อมย้ายแล้ว' มีการตกลงค่าตัวกับยูเวนตุส – 8 ล้านปอนด์ – และเงื่อนไขต่างๆ ของคิเอลลินี่เช่นกัน พวกเราเตรียมที่จะจัดการกันแล้ว" “แต่การเจรจาระหว่างผู้บริหารระดับสูง มันไม่เกี่ยวข้องกับรอยหรือผม รอยต้องการให้คิเอลลินี่มา แต่ไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องเกิน 200,000 ปอนด์ ใครเป็นคนต้องการหรือมีไว้เพื่อใครผมก็ไม่รู้ มันน่าเสียดายจริง ๆ เพราะผมยอมเสี่ยงชีวิตกับเด็กคนนี้แต่มันกลับกลายเป็นแค่เรื่องงี่เง่า"