ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในชื่อ "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ" ถูกจัดขึ้นมามาตั้งแต่ปี 1996 โดยจะเตะกันทุกๆ 2 ปี เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งทางด้านลูกหนังของทีมชาติในย่านอาเซียน

และในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 13 ของการจัดการแข่งขัน ที่ถูกเลื่อนมาจากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

12 ครั้งก่อนหน้านี้ ทัพ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ปักธงยืนหนึ่งในเรื่องของความสำเร็จ โดยสามารถคว้าถ้วยแชมป์มาครองได้มากที่สุดถึง 5 สมัย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ที่ทุกครั้งของการจัดแข่งขัน ทีมชาติไทย จะถูกยกให้เป็นทีมเต็ง และได้รับความคาดหวังจากแฟนบอลในประเทศ ที่จะต้องคว้าแชมป์มาครองให้ได้ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

                     

ปัจจุบันทีมชาติไทย ภายใต้การดูแลของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมได้ทำการแต่งตั้ง มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือชาวเยอรมันเข้ามาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ เพื่อทำทีมลุยศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับคำถามที่ตามมาจากเหล่าแฟนบอลถึงความเหมาะสม เนื่องจากผลงานการคุมทีมของ มาโน่ ที่ผ่านมา ยังไม่เคยคุมทีมใดคว้าแชมป์ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้น นี่จึงถือเป็นงานที่ท้าทายของกุนซือวัย 45 ปี เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการได้กลับมาพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งบนแผ่นดินสยาม อีก 1 สิ่งคือการกู้ชื่อเสียงของโค้ชชาวเยอรมัน เพราะในอดีตที่ผ่านมา ทีมชาติไทย เคยมี 2 กุนซือชาวเยอรมันอย่าง ซิกกี้ เฮลด์ และ วินฟรีด เชเฟอร์ คุมทัพไปลุยศึกใหญ่ย่านอาเซียน แต่ทั้ง 2 คนก็ไม่เคยพา "ช้างศึก" ผงาดขึ้นครองความเป็นเบอร์ 1 ได้เลย

ทีมงาน SMM SPORT จะพาย้อนไปดูผลงานของโค้ชเยอรมันทั้ง 2 คน ในการคุมทัพลุยศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

- ซิกกี้ เฮลด์ (ตกรอบแรก 2004)

                                                                 

หลังจากที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้โหวตให้ เยอรมัน เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2006 ทำให้ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ตำนานนักเตะทีมชาติเยอรมัน ส่งทาง ซิกกี้ เฮลด์ มาคุมทีมชาติไทยเป็นการตอบแทน เพื่อสานงานต่อจาก ปีเตอร์ วิธ ที่ย้ายไปคุมทีมชาติอินโดนีเซีย 

เฮลด์ ถูกบังคับจากสมาคมฟุตบอลฯ ให้สร้างทีมชาติชุดใหม่ขึ้นมา โดยให้เรียกว่าชุด "ยังบลัด" นำโดยนักเตะอย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ศรายุทธ ชัยคำดี , ซารีฟ สายนุ้ย , เทิดศักดิ์ ใจมั่น , สุริยา ดอมไธสง , วีรยุทธ จิตขุนทด , ยุทธจักร ก้อนจันทร์ และ อิทธิพล พูลทรัพย์ โดยมี วิมล กาญจนะ ทำหน้าที่ ผจก.ทีม

ศึกอาเซียน คัพ 2004 ถูกจัดขึ้นที่ประเทศ เวียดนาม และ มาเลเซีย เป็นเจ้าภาพร่วมในรอบแบ่งกล่ม ซึ่งทีมชาติไทย อยู่ในกลุ่มบี ร่วมกับ มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , เมียนมา และ ติมอร์ เลสเต โดยผลงานของทัพ "ช้างศึก" ในรอบแบ่งกลุ่ม ไล่ตั้งแต่ เสมอ เมียนมา 1-1 , ชนะ ติมอร์ เลสเต 8-0 , แพ้ มาเลเซีย 1-2 และ ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 เก็บไปได้ทั้งหมด 7 คะแนน จบในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม

 กระเด็นตกรอบแรกเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการจัดการแข่งขันขึ้นมา พร้อมส่งผลให้ ซิกกี้ เฮลด์ ต้องลาออกจากการเป็นกุนซือทีมชาติไทย ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมไปได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น 

- วินฟรีด เชเฟอร์ (รองแชมป์ 2012)

อดีตกุนซือที่นำทีมชาติแคเมอรูน ไปลุยฟุตบอลโลก 2002 เข้ามาคุมทีมชาติไทย เมื่อ 1 ก.ค.2554 ด้วยสัญญา 3 ปี และหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่เขาต้องโชว์ฝีมือก็คือ "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012" ซึ่ง ไทย และ มาเลเซีย รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในรอบแบ่งกลุ่ม

"ช้างศึก" ชุดนั้นอุดมไปด้วยแข้งดาวดังมากมาย อาทิ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล , นิเวศ ศิริวงศ์ , ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์ , อนุชา กิจพงษ์ศรี , อดุลย์ หละโสะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ , ดัสกร ทองเหลา , กีรติ เขียวสมบัติ , พิภพ อ่อนโม้ โดยมีดาวรุ่งชื่อดังในยุคนั้นทั้ง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ , ธีราทร บุญมาทัน , ชนาธิป สรงกระสินธุ์ รวมถึง ธีรศิลป์ แดงดา ร่วมติดทีมไปด้วย

"วินนี่" คุมทีมชาติไทย ลุยรอบแบ่งกลุ่มที่ไทยเป็นเจ้าภาพในกลุ่มเอ และนำทีมชนะ 3 นัดรวดเหนือ ฟิลิปปินส์ 2-1 , เมียนมา 4-0 และ เวียดนาม 3-1 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย ซึ่ง เชเฟอร์ ก็สามารถพาทัพ "ช้างศึก" ผ่าด่านขุนพล "เสือเหลือง" ไปได้สำเร็จ โดยนัดแรกบุกไปเสมอ 1-1 ก่อนจะเปิดบ้านเช็คบิลในเกมนัดสอง 2-0 หลุดเข้าไปแย่งแชมป์กับ สิงคโปร์ ที่ขณะนั้นถือเป็น 1 ในยักษ์ใหญ่ของอาเซียน

นัดแรกไทยบุกไปแพ้ 3-1 แม้นัดสองจะแก้ตัวชนะได้ 1-0 แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะสกอร์รวม 2 นัด แพ้ไป 2-3 ได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น

หลังล้มเหลวจาก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 "วินนี่" ยังพาไทยตกรอบฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสาม ด้วยการเป็นบ๊วยของกลุ่ม ต่อด้วยนำทีมจบอันดับสุดท้าย ในฟุตบอลคิงส์คัพ 2 สมัย ครั้งที่ 41 และ 42 ปิดท้ายด้วยการนำทีมแพ้ 2 นัดรวดในศึกเอเชียน คัพ 2015 รอบคัดเลือก ก่อนจะชะตาขาดถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือน มิ.ย.2556

จากผลงานของทั้ง ซิกกี้ เฮลด์ และ วินฟรีด เชเฟอร์ เท่ากับว่ายังไม่มีโค้ชเยอรมันคนไหนเลย ที่ประสบความสำเร็จในการเข้ามารับงานคุมทีมชาติไทย ลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ทำให้การเข้ามาทำงานครั้งนี้ของ มาโน่ โพลกิ้ง จึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง

เพราะนอกจากจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือตัวเองแล้ว ยังจะเป็นกู้ศักดิ์ศรีของโค้ชชาวเยอรมันที่เคยล้มเหลวในการแข่งขันรายการนี้กลับคืนมาอีกด้วย !!!!