ตั้งแต่การคว้าแชมป์ในเทพนิยายของเลสเตอร์ ซิตี้ สู่ความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายของอังกฤษต่อไอซ์แลนด์ในยูโร 2016 เราจะพาคุณย้อนไปดูช่วงเวลาแห่งความตราตรึงใจในวงการฟุตบอลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

              เราได้เห็นช่วงเวลาสำคัญๆ ในวงการฟุตบอลมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ประตูชัยในนาทีสุดท้ายของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ในเกมกับคิวพีอาร์ ที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ครองตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรก ไปจนถึงการที่เยอรมนีทำ 7 ประตูเหนือบราซิลซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2014 เกมที่สวยงามไม่เคยขาดช่วงเวลาที่เป็นดราม่า ล่าสุดมีงานวิจัยจาก TicketSource ได้เปิดเผยช่วงเวลากีฬาที่โดดเด่นที่สุดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยดูจากตัวชี้วัดต่างๆ เช่น จำนวนผู้รับชมทางยูทูบ, ปริมาณการค้นหาทาง Google และสัดส่วนของการกดชอบและไม่ชอบของคลิปวิดีโอต่างๆ ดังนั้นเราจึงขอพาผู้อ่านย้อนไปดูช่วงเวลาแห่งความตราตรึงใจในวงการฟุตบอล 7 อันดับแรกจากทศวรรษที่ผ่านมา

 

7. เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 2013

             เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 ไปด้วยจำนวนแชมป์ลีกสูงสุด 13 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และเหรียญแชมป์เปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย หลังจากที่ได้เห็นคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกไปครองในสถานการณ์อันน่าทึ่งเมื่อปีก่อน ปีศาจแดงจึงได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมของพวกเขาด้วยการเซ็นสัญญากับโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาจากอาร์เซนอล และแมนฯ ยูไนเต็ด ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกด้วยผลห่าง 11 แต้ม นัดสุดท้ายของเซอร์อเล็กซ์ที่เสมอ 5-5 ในเกมไปเยือนเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน จบลงด้วยการที่กุนซือชาวสกอตกล่าวขอบคุณแฟนๆ ของแมนฯ ยูไนเต็ดหลังจากเกมที่ 1500 และเป็นนัดสุดท้ายในการคุมทีมของเขา


6. เยอรมนี 7-1 บราซิล, 2014

             ในฐานะประเทศเจ้าภาพครั้งแรกในรอบ 64 ปี บราซิลเป็นทีมเต็งที่แข็งแกร่งที่จะชูถ้วยฟุตบอลโลกปี 2014 ต่อหน้าแฟนๆ ที่รักของพวกเขา โดยมีแข้งซูเปอร์สตาร์อย่างเนย์มาร์ เป็นดาราชูโรงของทัพเซเลเซา บราซิลสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้ด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งจากอเมริกาใต้อย่างชิลีและโคลอมเบีย แม้จะไม่ได้เล่นในระดับที่คาดหวังไว้ในการแข่งขันเหล่านั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การโดนถล่ม 7-1 คาบ้านของพวกเขาโดยทีมของโยอาคิม เลิฟ นั้นได้บดขยี้หัวใจของชาวบราซิลให้แหลกลาญโดยที่เยอรมนียิงได้ 4 ประตูใน 7 นาทีของครึ่งแรก

 

5. เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก, 2016

             เรื่องราวแห่งเทพนิยาย 5,000/1 ที่เลสเตอร์ ซิตี้ หักปากกาเซียนคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกภายใต้การดูแลของเคลาดิโอ รานิเอรี ผู้จัดการทีมชาวอิตาลีรายนี้มีเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจหลังจากโดนโรมัน อับราโมวิช ไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเชลซี โดยประธานสโมสรสิงห์บลูส์อ้างว่าเขา 'ไม่มีวันได้แชมป์ลีก' หรอก และทัพ 'จิ้งจอกสยาม' ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการเป็นผู้ท้าชิงแชมป์เท่าไหร่นัก พวกเขาเพิ่งรอดตกชั้นจากพรีเมียร์ ลีกเมื่อฤดูกาลก่อนภายใต้การคุมทีมของไนเจล เพียร์สัน รานิเอรียังปลูกฝังความเชื่อและรูปแบบการเล่นที่ทุกคนเชื่อแบบสุดหัวใจ ดิลลิ ดิง ดิลลิ ดอง! แล้วเลสเตอร์อยู่อันดับหนึ่ง

 

4. ไอซ์แลนด์เอาชนะอังกฤษ, 2016

            ประเทศที่มีประชากรเพียง 330,000 คนเอาชนะอังกฤษของรอย ฮอดจ์สัน โดยที่ทัพสิงโตคำรามประสบกับความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในการแข่งขันรายการใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ แฮร์รี่ เคน และ เจมี่ วาร์ดี้ ทำประตูได้มากกว่า 50 ประตูในฤดูกาลที่แล้วสำหรับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และเลสเตอร์ ซิตี้ ตามลำดับ แต่ทั้งคู่ทำได้เพียงยืนดูด้วยความอดสูเนื่องจากแบ็คไลน์ของอังกฤษทำผลงานที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยหลังจากเบิกร่องประตูแรกด้วยจุดโทษในนาทีที่สี่ของเวย์น รูนีย์ ก็ดูเหมือนว่าทัพทรีไลออน์จะมีโอกาสดีในการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของยูโร 2016 แต่พวกเขานำได้แค่นาทีเดียว อังกฤษก็ล้มเหลวในการจัดการกับการทุ่มไกลอันเป็นเครื่องหมายการค้าของไอซ์แลนด์ และ รักนาร์ ซิกูร์ดส์สัน ก็ทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ จากนั้น โจ ฮาร์ท ก็ปล่อยให้ลูกยิงที่ไม่แรงนักของ โคลเบนน์ ซิกธอร์สสัน หลุดมือไป ทำให้ไอซ์แลนด์เขี่ยอังกฤษตกรอบยูโรไปในทัวร์นาเมนท์สำคัญครั้งแรกของพวกเขา

 

3. อังกฤษเอาชนะโคลอมเบียในการดวลจุดโทษ, 2018

             เยอรมนีตะวันตกในปี 1990, เยอรมนีในปี 1996, อาร์เจนติน่าในปี 1998, โปรตุเกสในปี 2004, โปรตุเกสในปี 2006 และอิตาลีในปี 2012 อังกฤษไม่มีโชคมากนักในการดวลจุดโทษในการแข่งขันรายการใหญ่ ก่อนฟุตบอลโลกที่รัสเซีย พวกเขาเคยชนะแค่ครั้งเดียว นั่นก็คือชัยชนะเหนือสเปน 4-2 ที่ยูโร 96 และหลังจากประตูตีเสมอในนาทีที่ 93 จากเยอร์รี่ มินา ปราการหลังของเอฟเวอร์ตันในปัจจุบันทำให้เกมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่องเล่นกันถึงช่วงต่อเวลาพิเศษและจุดโทษ ประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะซ้ำรอยเดิม โคลอมเบียยิงจุดโทษเข้าทั้งสามลูก และอังกฤษก็ยิงเข้าเท่ากันจนกระทั่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ยิงไปโดนดาวิด ออสปิน่า เซฟไว้ได้ ต่อมาทัพทรีไลออนส์ก็เปลี่ยนกลับมาได้เปรียบบ้างเมื่อมาเตอุส อูริเบ ยิงชนคาน และจอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟลูกยิงของคาร์ลอส บัคก้า ได้ ก่อนที่เอริค ดายเออร์ จะยิงเข้าไปทำให้อังกฤษเอาชนะจุดโทษได้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

 

2. ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า 2019

             ความพ่ายแพ้ 3-0 ที่คัมป์ นู ในเลกแรกของการเจอกันในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของลิเวอร์พูลทำให้หงส์แดงต้องทุ่มเททุกอย่างเมื่อทั้งสองฝ่ายต้องพบกันอีกครั้งในอีกสองสัปดาห์ต่อมา แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงมีความเชื่อของเขาหลังจากที่ดิว็อค โอริกี้ ยิงคืนมาได้ 1 ประตู และด้วยการพูดคุยและเปลี่ยนตัวทีมในช่วงพักครึ่งลิเวอร์พูลกลับมามีผลเสมอด้วยสองประตูในสามนาทีจากจีนี่ ไวจ์นัลดุม จากนั้น เหลือเวลาเพียง 10 นาที หงส์แดงได้เตะมุมหน้าเดอะค็อป เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เดินออกจากบอล และเห็นว่าโอริกี้อยู่ในพื้นที่ว่าง ดังนั้นเขาจึงหวดบอลเข้าส่งไปที่เท้าของกองหน้าชาวเบลเยี่ยมที่ยิงเข้าเข้าไปพาลิเวอร์พูลสู่ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ในเวทียุโรปอีกครั้งที่แอนฟิลด์


1. ประตูชัยในศึก เอล กลาสิโก้ ในนาทีสุดท้ายของเมสซี่ปี 2017

             เอล กลาสิโก้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างเฝ้ามองดูในเพราะทั้งสองทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุโรปมาต่อสู้กันในการแข่งขันฟุตบอลที่ดุเดือดที่สุดนัดนึง ในเกมที่ดราม่าที่สุดของทศวรรษ เรอัล มาดริด ขึ้นนำก่อนจากคาเซมิโร่ ก่อนที่ประตูสุดมหัศจรรย์ของลิโอเนล เมสซี่ จะทำให้ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ในครึ่งแรก ครึ่งหลังเกมก็ดุเดือดเหมือนเดิมและบาร์เซโลน่าขึ้นนำก่อนที่กัปตันทีมของทัพลอส บลังกอส อย่างเซร์คิโอ รามอส จะโดนไล่ออกในนาทีที่ 77 จากการไปเสียบสกัดเมสซี่ มาดริดทำท่าว่าจะได้ 1 แต้มเมื่อฮาเมส โรดริเกซ ยิงประตูตีเสมอได้อีกครั้ง แต่ที่สุดแล้วเมสซี่ก็เป็นฮีโร่อีกครั้งด้วยการทำประตูชัยในนาทีที่ 92 ก่อนจะถอดเสื้อออกแล้วชูใส่กล้องเพื่อเป็นการฉลองประตู