ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีอายุครบ 40 ปี ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา และดาวเตะชาวสวีเดนก็ไม่เคยกลัวที่จะเผชิญหน้ากับผู้เล่นคนอื่น

            ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หนึ่งในนักฟุตบอลที่มีคาแรกเตอร์ประจำตัวที่บ้าระห่ำที่สุดคนนึง ตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา เจ้าตัวเคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทหลายครั้ง ซึ่งบางเหตุการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นหากเพื่อนร่วมทีมหรือผู้จัดการทีมไม่เข้ามาห้ามทัพเสียก่อน ในวัย 40 ปีเต็ม กองหน้าชาวสวีเดนยังคงค้าแข้งกับฟุตบอลอาชีพ และดูเหมือนเขาจะยังไม่มีวี่แววแขวนสตั๊ดในตอนนี้ ในปี 2020 อิบราฮิโมวิชกลับมาที่เอซี มิลาน หลังจากหายไปนานถึง 8 ปี และกองหน้ารายนี้ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้สโมสรกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหลังจากที่ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีสามารถกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีในฤดูกาลนี้ เนื่องในวาระฉลองวันเกิดของเขา  เราก็เลยขอพาย้อนกลับไปดูการเผชิญหน้าที่รุนแรงที่สุดของดาวเตะชาวสวีเดนกับคู่ต่อสู้ของเขาระหว่างอาชีพการเล่นที่ยาวนานและโด่งดัง

 

-เนดุม โอนูโอฮา

            อิบราฮิโมวิช ใช้เวลาเพียงหนึ่งฤดูกาลในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่แอลเอ กาแล็คซี่ แต่เวลาของเขาในอเมริกาไม่ได้ไร้ซึ่งเหตุเบาะแว้ง ในการแข่งขันระหว่างกาแล็คซี่ กับ เรียล ซอลท์ เลค ในปี 2019 โอนูโอฮา และ อิบราฮิโมวิช ก็มีเหตุปะทะกัน เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่ออิบราฮิโมวิชโดนใบเหลืองในนาทีที่ 60 จากการเหนี่ยวคอโอนูโอฮาลงไปกองที่พื้นบริเวณทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่มีบอลด้วยซ้ำ โอนูโอฮากล่าวในภายหลังว่าแข้งวัย 37 ในขณะนั้นได้ข่มขู่เขาหลังมีเหตุเสียบสกัดและการเผชิญหน้าระหว่างทั้งคู่ไม่นานหลังจากเหตุการณ์ครั้งแรก อิบราฮิโมวิชยิงประตูชัยและดีใจต่อหน้าโอนูโอฮา และอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษกล่าวว่าเขาปฏิเสธคำขอโทษของแข้งชาวสวีเดนในห้องแต่งตัว

            "เขามาขอโทษหลังเกม เพราะในช่วง 60 นาที เขาบอกว่าเขาจะทำร้ายผมในเกมนั้น" โอนูโอฮาบอกกับผู้สื่อข่าว "นี่คือชายที่บอกว่าเขาคือหน้าตาของ MLS อย่างที่เขาเรียกตัวเขาเองแบบนั้น และเขาเล่นแบบนั้นในสนาม ดังนั้นผมไม่แคร์หรอกหากมีใครบางคนเข้ามาและพยายามที่จะบอกแบบนั้นกับผม คุณไม่พูดแบบนั้นในสนามนี่ ผมไม่สนใจหรอก ผมจะไม่รับการขอโทษจากเขา มันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้"

            อิบราฮิโมวิชกล่าวว่าเขาไม่เสียใจกับการเผชิญหน้าครั้งนั้น “ผมชอบที่จะรู้สึกมีชีวิตชีวา ผมชอบเวลาที่มันกลายเป็นการต่อสู้กันตัวต่อตัว เพราะบางครั้ง – ไม่ใช่ว่าผมหลับหรืออะไร แต่ผมไม่รู้สึกมีชีวิตชีวาเลยหากมันไม่กระตุ้นผมอย่างจริงจัง เวลาผมโกรธผมก็รู้สึกดี”

 

-มาร์กอส โรโฮ

            กองหลังชาวอาร์เจนไตน์พบว่าการไม่จ่ายบอลให้แข้งชาวสวีเดนเมื่อเขาต้องการมันในการฝึกซ้อมเป็นสูตรแห่งความหายนะ โดยในระหว่างการฝึกซ้อมของแมนฯ ยูไนเต็ด โรโฮ ส่งบอลให้ป็อกบา ไม่ใช่อิบราฮิโมวิช ที่ร้องขอมัน และต่อมาดาวเตะฟ้าขาวได้เปิดเผยในภายหลังถึงเหตุการณ์นั้น

            “ผมรู้ว่าเขาต้องการให้เราจ่ายบอลให้เขาทั้งหมด แต่ในระหว่างเกม ผมเห็นเขาขอมัน และผมไม่ได้ให้มันกับเขา” โรโฮกล่าวกับ Cielo Sports "ผมส่งต่อให้ปอล ป็อกบา" “จากนั้นเขาก็เริ่มตะคอกใส่ผม ยกมือขึ้น และบอกผมหลายๆ อย่างเป็นภาษาสเปนและอังกฤษ” “ผมบอกเขาว่า 'เป็นบ้าอะไรไอ้จมูกโต หุบปากซะ...'" “ผมรู้ว่าถ้าเขาคว้าตวผมได้ เขาก็คงจะฆ่าผม ดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมต้องทำคือเผชิญหน้ากับเขา” “เมื่อเขาเข้าไปในห้องแต่งตัว ผมบอกให้เขาหุบปากและหยุดตะโกน” โรโฮกล่าวต่อว่า “เราเริ่มที่จะ ด่ากันไปมาและเพื่อนร่วมทีมทุกคนก็ดูเราอยู่ และตรงกลาง โชเซ่ มูรินโญ่ พยายามทำให้เราสงบลง”

 

-โจอี้ บาร์ตัน

            การปะทะกันระหว่างบาร์ตัน กับ อิบราฮิโมวิช ระหว่างการยืมตัวของแข้งชาวอังกฤษในฝรั่งเศสดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งคู่มีปากเสียงกันระหว่างครึ่งแรกของการเผชิญหน้ากันระหว่างเปแอสเชและมาร์กเซย ที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ จากนั้น บาร์ตัน ก็ล้ออิบราฮิโมวิชเรื่องขนาดจมูกของเขา ระหว่างการเผชิญหน้ากันในศึกกุป เดอ ฟร็องส์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่อิบราฮิโมวิชคือคนที่ได้หัวเราะทีหลังเพราะเป็นคนทำทั้งสองประตูในการเอาชนะ 2-0 เหนือศัตรูตัวฉกาจของพวกเขา

 

 

-ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท

            ไม่ใช่ผู้เล่นทุกคนที่เป็นเพื่อนกันในห้องแต่งตัว และ ฟาน เดอ ฟาร์ท กับ อิบราฮิโมวิช เป็นตัวอย่างของคนสองคนที่ไม่มองหน้ากัน ทั้งคู่เล่นให้กับอาแจ็กซ์ในปี 2004 ในตอนที่พวกเขาเผชิญหน้ากันในนัดกระชับมิตรระหว่างเนเธอร์แลนด์และสวีเดนที่พวกเขาไปทำหน้าที่ให้ทีมชาติ และระหว่างเกม อิบราฮิโมวิช กำจัดผู้เล่นบรรดาฮอลแลนด์ให้พ้นทางขณะวิ่งเข้าหาประตู หนึ่งในผู้เล่นเหล่านั้นคือ ฟาน เดอ ฟาร์ท ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าจากการกระทำของกองหน้าชาวสวีดิช แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น

            เมื่อความตึงเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างทั้งคู่ ทั้งสองก็ถูกเรียกให้เข้าร่วมการประชุมโดยผู้จัดการทีมอย่างโรนัลด์ คูมัน ที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแก้ไขความบาดหมาง แต่ ฟาน เดอ ฟาร์ท ปฏิเสธที่จะถอยและอ้างว่าอิบราฮิโมวิชทำโดยเจตนาอย่างต่อเนื่อง ฟาน เดอ ฟาร์ท ยืนยันในภายหลังว่า อิบราฮิโมวิชขู่ว่าจะหักขาของเขา แต่ยังกล่าวอีกว่า "เขาพูดกับทุกคน" อย่างไรก็ตาม ฟาน เดอ ฟาร์ท ยอมรับในภายหลังว่าทั้งคู่ “เข้ากันได้ไม่ดี” ระหว่างวันที่พวกเขาอยู่ที่อาแจ็กซ์

            “มันก็จริงเช่นกันที่ช่วงเวลานั้นระหว่างเราสองคนมันไม่เวิร์ค” ฟาน เดอ ฟาร์ท กล่าวเมื่อปี 2019 “แต่ผมอยากจะอยู่ในทีมกับคนที่จริงใจมากกว่า แม้ว่ามันจะหมายถึงต้องทำให้มีการทะเลาะกันบ้าง ไม่มีช่วงเวลาที่เราตั้งใจทะเลาะกัน แต่แค่โดยทั่วไปแล้วเราเข้ากันไม่ได้”

 

-โอกูชี ออนเยวู

            ในช่วงแรกที่ดาวยิงชาวสวีเดนเล่นให้กับมิลาน เขาได้เข้าไปพัวพันกับการเผชิญหน้าที่ดุเดือดที่สุดในอาชีพค้าแข้งอันยาวนานของเขา เมื่อเขาเกือบวางมวยกับกองหลังชาวอเมริกันอย่าง โอกูชี ออนเยวู นักเตะซึ่งอิบราฮิโมวิชกล่าวว่า “ร่างกายสร้างมาราวกับนักชกรุ่นเฮฟวี่เวท” หลังจากความตึงเครียดระหว่างการฝึกซ้อมในวันหนึ่ง อิบราฮิโมวิชก็โกรธจัดและพุ่งเข้าไปท้าทายออนเยวูก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มต่อสู้กันเอง ดาวเตะชาวสวีเดนกล่าวว่าพวกเขาทั้งสองต่างก็ต้องการ "ใส่กันให้แหลกกันไปข้าง"

            “ผมบอกออนเยวูไปว่าผมไม่ได้พูดยียวนกวนประสาท แต่เขาก็ไม่หยุด” อิบราฮิโมวิชเขียนไว้ในอัตชีวประวัติของเขา “เขาทำท่าชู่ว์ด้วยมือ (บอกให้เงียบ) ใส่ผม แล้วเขาก็ทำอีกครั้ง ผมรู้สึกโกรธ แต่ผมไม่ได้พูดอะไร ไม่แม้แต่คำเดียว ไอ้หมอนั่นกำลังจะได้รู้ว่าผมยียวนกวนประสาทยังไง" “ครั้งต่อไปที่เขาได้บอลในการฝึกซ้อม ผมรีบพุ่งเข้าหาเขาแล้วก็กระโดดโดยที่เท้าและสตั๊ดนำหน้าออกไป เป็นการเสียบสกัดประเภทที่แย่ที่สุด แต่เขาเห็นผมและกระโดดหลบทัน ขณะที่เราทั้งคู่ล้มลงกับพื้น ความคิดแรกของผมคือ: 'บัดซบ! พลาดว่ะ!' เมื่อผมลุกขึ้นและเดินจากไป ผมรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ไหล่ของผม ไม่เข้าท่าเลย โอกูชี ออนเยวู”

            “ผมเอาหัวโขกเขาและเราก็ตะลุมบอนกัน เราต้องการใส่กันให้แหลกกันไปข้าง มันโหดมาก เรากลิ้งไปมา ต่อยและตีเข่าใส่กัน เราบ้าคลั่งและโกรธจัด มันเหมือนกับเป็นความเป็นความตายเลย” “ผมถูกหยุดเอาไว้โดยเพื่อนร่วมทีม และผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ตลอดเวลาผมคิดว่า: 'ฉันเจ็บหน้าอก' เราก็เลยไปตรวจปรากฏว่าผมซี่โครงหักในการต่อสู้ครั้งนั้น”

 

-ซิมง เคียร์

            แม้ว่าตอนนี้ เคียร์ และ อิบราฮิโมวิช จะเป็นเพื่อนร่วมทีมที่มิลาน แต่การปะทะกันระหว่างพวกเขาเมื่อสองสามปีก่อนหน้านั้นอาจทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ของอิบราฮิโมวิช เจอกับทีมเฟเนร์บาเช่ ใน ยูโรป้า ลีก เมื่อปี 2016 เมื่อดาวเตะชาวสวีเดนรู้สึกหงุดหงิดกับแทคติกการมาร์กแบบประกบติดของเคียร์

            จนถึงจุดนึงของการแข่งขัน ทั้งคู่ต่างก็วิ่งเข้าหาลูกบอล แต่อิบราฮิโมวิชก็จงใจผลักกองหลังชาวเดนมาร์กออกไปให้พ้นทาง แต่เคียร์ไม่ทนกับการกระทำดังกล่าวและตอบโต้ด้วยวิธีของเขาเองด้วยการคว้าอิบราเอาไว้ขณะดาวเตะสวีดิชเข้าไปหาบอล จากนั้นอิบราฮิโมวิชก็คว้าคอของเคียร์ ทำเอาเพื่อนร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด และมูรินโญ่ ต้องเข้ามาแยกก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายออกไป

            “จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด แต่ผมรู้ว่าเขาไม่แฮปปี้” เคียร์ บอกกับ Swedish Channel 9 “แต่นั่นเป็นวิธีที่ผมรู้จักเขาจากสนาม เขาเป็นผู้เล่นที่ขี้เบ่ง คนที่ยโสโอหัง นั่นคือวิธีการเล่นของเขา วิธีเล่นของผมคือการประกบเขาให้ติดที่สุดและให้พื้นที่เขาน้อยที่สุดเพราะเขาเป็นผู้เล่นที่ดี” “มันเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลและผมไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเล่นกับเขาและผมรู้ว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร มันไม่ใช่ปัญหา อย่างที่ผมพูดไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกม”