ชัยชนะอันน่าทึ่งของเชอริฟฟ์ ติราสปอล เหนือเรอัล มาดริด จะถูกจารึกให้เป็นหนึ่งในเกมที่พลิกล็อคที่สุดในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่นี่ไม่ใช่ผลการแข่งขันครั้งแรกที่ทำให้แฟนๆ ตกตะลึง

             เกมที่เรอัล มาดริด จ่าฝูงลา ลีก้า ของคาร์โล อันเชล็อตติ ถูกเชอริฟฟ์ ติราสปอล บุกมาเอาชนะถึงถิ่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ 28 กันยายน 2564 ที่ผ่านมานั้น เป็นหนึ่งในการพลิกล็อคครั้งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แชมป์ลีกจากประเทศมอลโดว่า เพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อ 24 ปีที่แล้วโดยลูกจ้างของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ชื่อเชอริฟฟ์ สามารถบุกมาเอาชนะมหาอำนาจลูกหนังจากลา ลีก้า เจ้าของโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" 13 สมัย

             เชอริฟฟ์สร้างเรื่องสุดช็อคเมื่อซัดประตูนำไปก่อนจาก ยาซูร์เบ็ค ยัคชิโบเยฟ ในนาทีที่ 25 ก่อนที่ คาริม เบนเซม่า จะตีเสมอให้เจ้าบ้านในนาทีที่ 65 จากการซัดจุดโทษ เกมดูเหมือนจะจบด้วยการแบ่งแต้ม แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันในช่วงนาทีสุดท้ายเมื่อ เซบาสเตียง ธีลล์ จัดการตะบันไกลบริเวณกรอบเขตโทษบอลพุ่งแรงผ่านมือติโบต์ กูร์กตัวส์ เข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างงดงาม ส่งผลให้ เชอริฟฟ์ ติราสปอล บุกมาล้มยักษ์ถึงดินแดนกระทิงดุ ว่าแล้วเราได้รวบรวม 10 อันดับการพลิกล็อคครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนส์ ลีก มาให้ย้อนรำลึกกัน

 

เรอัล มาดริด 1-2 เชอริฟฟ์ ติราสปอล - 2021

             หลังจากที่พวกเขาบุกไปคว้าชัยชนะมาแบบล็อคถล่ม ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเอาชนะชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-0 ในนัดแรก กัปตันทีมฟรังก์ กัสตาเญดา ยืนยันว่าพวกเขามาเพื่อชัยชนะ "สำหรับเรานี่คือความฝันที่เป็นจริงในการมาเอาชนะที่นี่ เรามีความสุขมาก และสนุกกับมัน" “เรามาที่นี่เพื่อชัยชนะ เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อนั่งเฉยๆ เรารู้ว่านักเตะของเราดีแค่ไหน และโชคดีสำหรับเรา มาดริดไม่สามารถคว้าโอกาสของพวกเขได้และเราคว้าโอกาสของเราไว้”

 

บาร์เซโลน่า 1-2 รูบิน คาซาน - 2009

             บาร์เซโลน่ามีผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะช็อคไปกว่าการพ่ายแพ้ต่อรูบิน คาซาน ในปี 2009 ด้วยทีมที่มีนักเตะระดับเบิ้มๆ ทั้งชาบี, ลิโอเนล เมสซี่ และอันเดรียส อิเนียสต้า แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องดูทีมของเสียประตูในช่วงต้นเกมด้วยลูกยิงไกลของอเล็กซานเดอร์ ไรอาซานต์เซฟ ต่อมาซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาทำประตูตีเสมอให้บาร์ซ่า คู่ต่อสู้ชาวรัสเซียของพวกเขามาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจาก ญุกดินิซ การาดินีซ และลงท้ายด้วยการจบอันดับสามในกลุ่มและไปเล่นยูโรป้า ลีก

 

อาแอส โมนาโก  3-1 เรอัล มาดริด - 2004

            ย้อนกลับไปในปี 2004 แข้งกาลักติกอสของเรอัล มาดริด ถูกทำให้อึ้งไปโดยนักเตะตัวยืมของพวกเขาเองอย่าง เฟร์นานโด โมริเอนเตส ที่นำโมนาโกไปสู่การคว้าชัยครั้งสำคัญ โดยทัพราชันชุดขาวชนะมาก่อน 4-2 ในเลกแรก พวกเขาจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้สองประตูเพื่อให้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และพวกเขาก็เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมโดยราอูลทำประตูได้ อย่างไรก็ตาม โมริเอนเตส ยิงให้ทีมจากฝรั่งเศสได้ 1 ประตูและอีก 2 ประตูจากลูโดวิช ชูลี่ ทำให้พวกเขาผ่านไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย
 

เซลติก 2-1 เอฟซี บาร์เซโลน่า - 2012

            หนึ่งในเกมพลิกล็อคที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เซลติกสามารถเปลี่ยนการครองบอล 16% ของพวกเขาเป็นสองประตูที่พาร์คเฮด และทำให้ลิโอเนล เมสซี่ กับผองเพื่อนตกตะลึงไปตามๆ กัน แชมป์จากสก็อตขึ้นนำจากลูกโหม่งของวิคเตอร์ วานยาม่า ในนาทีที่ 20 ซึ่งบีบให้ทีมของติโต้ บิลาโนบา ต้องบอมบ์ใส่อุตลุดสุดความสามารถ ทำเอา เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ต้องเซฟพัลวันและก็เป็นนายทวารรายนี้ที่เป็นคนจุดประกายประตูที่ 2 ของทีมเมื่อเจ้าตัวขว้างบอลยาวจากกรอบเขตโทษขึ้นไป ชาบี เอร์นานเดซ กระโดดเตะพลาด บอลเลยมาในแดนตัวเอง โทนี่ วัตต์ ที่ยังสด สปีดหนีตัวประกบเข้ายิงด้วยขวาส่งบอลสวนตัว บิคตอร์ บัลเดส เข้าไปตุงตาข่ายให้เซลติกนำ 2-0 แม้เมสซี่จะมายิงประตูตามมาเป็น 2-1 ในช่วงท้ายเกมแต่ก็เป็นแค่ประตูปลอบใจ

 

อาโปเอล นิโคเซีย 1-0 ลียง - 2012

             หลังคว้าแชมป์กลุ่มด้วยชัยชนะเหนือเซนิตและปอร์โต้ อาโปเอล นิโคเซีย จับสลากมาเจอกับทีมที่แข็งแกร่งอย่างลียง ที่มีนักเตะอย่างอูโก้ โยริส, อเล็กซองดร์ ลากาแซ็ตต์, บาเฟติมบี้ โกมิส และ ลิซานโดร โลเปซ อยู่ในทีมของพวกเขา หลังจากชนะ 1-0 ในเลกแรกของการพบกันในรอบ 16 ทีมที่ฝรั่งเศส จากประตูของลากาแซ็ตต์ เลกที่สองก็เป็นสกอร์เดียวกันสำหรับทีมเจ้าบ้านอย่างอาโปเอลบ้างจากลูกยิงของ กุสตาโว มันดูก้า แต่อาโปเอล ผ่านเข้ารอบต่อไปหลังเอาชนะการดวลจุดโทษที่พวกเขายิงเข้าติดต่อกัน 4 คน ในขณะที่ลากาแซ็ตต์ และมิเชล บาสโต๊ส ยิงพลาด แต่ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็พ่ายแพ้ให้กับเรอัล มาดริด 8-2

 

เดปอร์ติโบ เด ลา คอรุนญ่า 4-0 เอซี มิลาน - 2004

             เอซี มิลาน แชมป์เก่าในเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก ทำแต้มในรอบแบ่งกลุ่มของฤดูกาล 2003/04 ได้ 10 คะแนน ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และเอาชนะสปาร์ตา ปราก ด้วยสกอร์รวม 4-1 จากสองเลก ผ่านข้ารอบก่อนรองชนะเลิศด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม มิลานเอาชนะเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า 4-1 ในอิตาลีและเดินทางไปสเปนพร้อมก้าวขาสู่รอบรองชนะเลิศไปแล้ว 1 ข้าง อย่างไรก็ตาม วอลเตอร์ ปันดิอานี เป็นผู้เบิกสกอร์ให้ทีม ตามด้วยประตูจากฆวน การ์ลอส บาเลรอน และ อัลเบิร์ต ลูเก้ ก่อนที่กัปตันทีมอย่าง ฟราน จะลงสนามมาทำประตูชัยที่ตัดสินเกมให้พวกเขาผ่านเข้ารอบต่อไป
 

บาเต้ โบริซอฟ 3-1 บาเยิร์น มิวนิค - 2012

            บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นชื่อในเรื่องความโหดเหี้ยมต่อคู่ต่อสู้ที่มีคุณภาพน้อยกว่า แต่พวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้แบบสิ้นท่าเมื่อปี  2012 หลังจากเผชิญหน้ากับบาเต้ โบริซอฟ จุปป์ ไฮย์เกส ใช้ทีมที่มีนักเตะอย่าง ฟร็องค์ ริเบรี่, โทนี่ โครส และมานูเอล นอยเออร์ ลงสนามหลังจากเอาชนะบาเลนเซียมาได้ในนัดก่อนในรอบแบ่งกลุ่มของพวกเขา ประตูจาก อเล็กซานเดอร์ ปาฟลอฟ และ วิตาลี โรดิโอนอฟ ทำให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ 2-0 ก่อนที่ริเบรี่ จะยิงตีตื้นมาเป็น 2-1 ที่สุดแล้วบาเต้ก็มายิงปิดกล่อง 3-1 จากเรนาน เบรสซัน ในการแข่งขันที่เมือง มินสค์ ประเทศเบลารุส แต่ที่สุดแล้วบาเยิร์นก็เป็นฝ่ายคว้าแชมป์รายการนี้

 

แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 ปอร์โต้ – 2004

            โชเซ่ มูรินโญ่ ได้รับความสนใจจากแฟนๆ พรีเมียร์ ลีก กับลีลาการคุมทีมที่ดูกระฉับกระเฉงและแอ็คทีฟอยู่ข้างสนามในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2004 แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์กลุ่มของพวกเขาด้วยชัยชนะห้าครั้งและแพ้เพียงครั้งเดียว พวกเขาพบว่าตัวเองต้องโคจรมาเจอกับปอร์โต้ในรอบ 16 ทีมและมีความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากพ่ายแพ้ในโปรตุเกส 2-1 พวกเขาก็มาเสมอ 1-1 ที่บ้านตัวเอง และในที่สุดแล้วมูรินโญ่ก็พาทีมคว้าแชมป์และไปคุมเชลซีในช่วงซัมเมอร์นั้น

 

บาร์เซโลน่า 6-1 เปแอสเช - 2017

            บาร์เซโลน่าแทบจะหมดหวังที่จะผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยการเอาชนะเปแอสเชเมื่อปี 2017 หลังจากพ่ายแพ้ไปสี่ประตูต่อศูนย์ในฝรั่งเศส ขณะที่ลูกยิงของหลุยส์ ซัวเรซ และ ลิโอเนล เมสซี่ รวมไปถึงการยิงประตูตัวเองของเลย์แว็ง กูร์กซาว่า ทำให้ความหวังของพวกเขากลับมา จากนั้นก็เป็นเอดินสัน คาวานี่ ที่ยิงให้เปแอสเชไล่มาเป็น 3-1 นั่นก็หมายความว่าพวกเขาต้องการอีก 3 ลูก ซึ่งหลังจากนั้นเนย์มาร์ก็มายิงฟรีคิกและยิงจุดโทษเข้าไปในช่วงท้ายเกมที่เวลาเหลือไม่กี่นาที ที่สุดแล้ว เซร์จี โรแบร์โต้ ตัวสำรองในเกมวันนั้นกลายเป็นซูเปอร์ซับคนสำคัญ เมื่อทำประตูได้จากการพุ่งเข้าไปดีดบอลจากลูกครอสของเนย์มาร์เข้าไปตุงตาข่าย บาร์เซโลน่านำเปแอสเช 6-1 และชนะไปด้วยสกอร์รวม 6-5 กลายเป็นหนึ่งในการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ลิเวอร์พูล 3-3 เอซี มิลาน - 2005

            ในขณะที่บาร์เซโลน่ากลับมาได้จากการขาดทุนก่อน 4 ประตูใน 90 นาที แต่ลิเวอร์พูลมีเวลาเพียง 45 ในการฟื้นกลับมาหลังจากครึ่งแรกที่ถือว่าเป็นหายนะในอิสตันบูลเมื่อปี 2005 เปาโล มัลดินี่ ทำประตูให้ปีศาจแดงดำขึ้นนำก่อนในช่วงต้นเกม และเฮอร์นัน เครสโป ทำอีก 2 ประตูก่อนหมดครึ่งแรก ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องรีบประชุมทีมในห้องแต่งตัวเพื่อเรียกทีมสปิริตกลับมาอีกครั้ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นคนจุดประกายการคัมแบ็คให้ทีมก่อนที่ วลาดิมีร์ ซมิเซอร์ และ ชาบี อลอนโซ่ จะช่วยทำให้หงส์แดงตามตีเสมอได้สำเร็จ และที่สุดแล้วลิเวอร์พูลก็เอาชนะไปด้วยการดวลจุดโทษ