ปิดฉากลงแล้วสำหรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 "โตเกียว 2020" ท่ามกลางสถานการณ์โควิดที่กัดกร่อนความสนุกสนานและการลุ้นเหรียญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการแข่งขันหลายชาติพัฒนาขึ้นมาอย่างน่าสนใจ เกิดเหรียญทองจากประเทศหน้าใหม่ ในขณะบางคนอาจไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำอย่าง "เบอร์มิวดา"

  สำหรับประเทศไทยแล้ว หากนับถึงเหรียญรางวัล นับจากจุดประกายความสำเร็จจาก "พเยาว์ พูนธรัตน์" นักมวยสากลสมัครเล่นเหรียญทองแดงจาก "มอลทรีออล 1976" โอลิมปิกที่ประเทศแคนาดา จากนั้นมา ประเทศไทย ไม่เคยขาดแคลนเหรียญ

 ที่สำคัญเรายืนหนึ่งในระดับอาเซี่ยนมานานนับตั้งแต่ปี 2000 ในโอลิมปิกที่ "ซิดนีย" แต่มาในครั้งนี้ ไทย ร่วงหล่นอันดับเหรียญไปอยู่อันดับสาม เป็นรองทั้ง ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย

 โดย ฟิลิปปินส์ ถือว่าผลงานดีเกินคาดจาก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากกีฬา 2 ประเภทคือ ยกน้ำหนัก และ มวยสากลสมัครเล่น ในขณะที่ อินโดนีเซีย อันดับสองจากผลงาน 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง จากกีฬา 2 ประเภทคือ แบดมินตัน และ ยกน้ำหนัก

 ส่วนไทยเรียกได้ว่าต้องลุ้นกันเหนื่อยก่อนที่จะจบลงอย่างระทึกทั้ง 2 เหรียญ จาก "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เหรียญทองเทควันโด และ 1 เหรียญทองจากมวยหญิง "แต้ว" สุดาพร สีสอนดี

 โดยก่อนไปเรามีความคาดหวังอย่างน้อย 3 เหรียญทอง จากจำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน 41 ชีวิต จากจำนวน 16 ชนิดกีฬาที่ลงทำการแข่งขัน

 ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย วางเป้าหมายคาดหวังในการคว้าเหรียญทองสูงสุดถึง 3 เหรียญทอง จาก 5 ชนิดกีฬา คือ เทควันโด, มวยสากลสมัครเล่น, กอล์ฟ, ยิงเป้าบิน และ แบดมินตัน ซึ่งเป็นไปตามคาด 2 เหรียญจาก "โตเกียว 2020" ไทยประสบความสำเร็จจากการคาดหวังในชนิดกีฬาเหล่านี้

 ลองมาสำรวจตรวจสอบผลงานนักกีฬาไทยในภาพรวมจากจำนวน 16 ชนิดกีฬาที่ลงทำการแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ว่า แต่ละคนแต่ละประเภททำได้ดีมากน้อยเพียงใด
 
 1. ยิงปืน นักกีฬา 3 คน

 "กัปตัน" อิสรานุอุดม ภูริหิรัญพัชร์ นักกีฬายิงปืน ประเภทปืนสั้นยิงเร็ว 25 ม. ชาย ถือเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดของไทย ทำผลงานรวม 2 วันยิงได้ 570 คะแนน ห่างจากอันดับ 1 อยู่ 17 คะแนน และอันดับ 6 ที่ 12 คะแนน ไม่ติด 1 ใน 6 เข้ารอบสุดท้าย แต่จากผลงานถือว่าไม่ขี้เหร่จากประสบการณ์และอายุเชื่อว่ายังสามารถพัฒนาได้ต่อ ส่วน  "เอิน" ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์ และ "ธันย่า" ธันยพร พฤกษากร นักกีฬายิงปืน ประเภทปืนสั้นสตรี 25 ม. และ 10 ม. หญิง ไม่ผ่านรอบสุดท้าย

 อย่างไรก็ตาม "ธันย่า" ธันยพร อดีตอันดับ 8 จากโอลิมปิก 2008 ถือว่ามีลุ้นแต่พลาดตามหลังลำดับ 8 ที่เข้ารอบสุดท้ายใน โตเกียว 2020 แค่ 1 คะแนน จังยังถือว่ามาตราฐานของฝีมือยังไม่ตก

 หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน “บิ๊กเสือ” สกล วรรณพงษ์ นายกสมาคมกีฬายิงปืนฯ ออกมายอมรับทีมยิงปืนไทยยังห่างไกลที่จะคว้าเหรียญ ต้องกลับมาพัฒนาเพื่อไปสู้ใหม่ในโอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024

 2. ยิงเป้าบิน นักกีฬา 3 คน

 ก่อนแข่งขัน ทัพกีฬาไทยหวังกับการลุ้นเหรียญยิงเป้าบินจาก "ณี" สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักยิงเป้าบิน สกีตหญิง มากประสบการณ์ แต่สุดท้ายด้วยสภาพร่างกายและอาการบาดเจ็บทำให้ไม่ผ่านรอบแรก

 แต่กลับเกิดดาวดวงใหม่ นั่นคือ "วอร์ม" อิศราภา อิ่มประเสริฐสุข นักยิงเป้าบินวัย 25 เมื่อทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และชวดเหรียญทองแดงแบบหวุดหวิด หลังทำคะแนนได้เท่ากับ เว่ย เมิ่ง นักกีฬาอันดับ 2 ของโลกจากจีน แต่คะแนนในรอบคัดเลือก “น้องวอร์ม” ทำได้น้อยกว่า จึงจบลงที่อันดับ 4 ที่ถือว่ามาไกลมาก
 
 ในขณะที่ "แซม" เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบิน ประเภทแทร็ปชาย มีลุ้นในการคัดเลือกวันแรก แต่สุดท้ายแผ่วปลายไม่ผ่านรอบสุดท้าย ด้วยอาวุในวัย 57 ปี เป็นประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยอายุมากที่สุดที่ผ่านเข้าแข่งขันในโอลิมปิก แต่อีก 3 ปีหน้า เรียกได้ว่าลำบากที่จะเรียกฟอร์มให้ดีกว่าเดิม

3. ขี่ม้า นักกีฬา 3 คน

  3 นักกีฬาขี่ม้า ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าร่วมโอลิมปิก ประกอบด้วย "บอมบ์" วีรภัฎ ปิฏกานนท์, "มิ้นท์" อารีย์ณัฏฐา ชวตานนท์ และ "นัท"กรธวัช สำราญ ถือเป็นผลงานที่เหนือความคาดหมายที่เข้ามาได้ แม้ว่าไม่ใช่กีฬายอดนิยมของประเทศไทย แต่นักกีฬาขี่ม้าทั้ง 3 ต่างพยายามเพื่อหวังทำผลงานให้ดีที่สุด

 ในศิลปะบังคับม้าดีที่สุดคืออันดับ 27 แต่ในประเภทข้ามภูมิประเทศแข่งไม่จบ ทั้งตกจากม้า รวมทั้งม้าเองปฏิเสธการข้ามเครื่องกีดขวางทำให้ต้องถอนตัวจากการแข่งขันกลางคัน 

 ในระดับเอเชียเรายังสู้ได้ แต่ในระดับโลกต้องยอมรับว่าเราต้องเตรียมพร้อมอีกมาก

4. เทควันโด นักกีฬา 2 คน

 ก่อนไปกองเชียร์คาดหวังกับ "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เทควันโด รุ่น 49 กก. หญิง ว่าอย่างสูง เนื่องเพราะจากผลงานนักเทควันโดอันดับ 1 ของรุ่นและประสบการณ์ที่เต็มร้อย และถือว่าสมหวังตามคาด เมื่อคว้าเหรียญทองให้กับทีมเทควันโด เป็นทองเหรียญแรกในประวัติศาสตร์

 แม้ "จูเนียร์" รามณรงค์ เสวกวิหารี รุ่น 58 กก.ชาย ไม่ประสบความสำเร็จและยังเรียกว่าห่างไกลเหรียญ แต่ต้องยอมรับ เทควันโด ยังเป็นกีฬาที่สร้างความหวังให้กองเชียร์และยกระดับเหรียญมากตามลำดับ
 
 5. จักรยาน นักกีฬา 2 คน

 ต้องยอมรับ "บีซ" จุฑาธิป มณีพันธุ์ นักกีฬาจักรยาน ประเภทถนน และ  "ฟ้า"ชุติกาญจน์ กิจวานิชเสถียร จักรยาน ประเภท บีเอ็มเอ็กซ์ เรซซิ่ง ทำผลงานได้ไม่ตามเป้า
 โดย "บีซ" จุฑาธิป ผู้ผ่านโอลิมปิกเกมส์ มาแล้วถึง 3 สมัย แต่ด้วยวัย 32 ปี ความฟิตมีขีดจำกัด และใน "โตเกียว 2020" ก็ต้องถูกตัดออกกลางคัน อันเนื่องจากห่างจากกลุ่มนำมากเกินไป ในขณะที่ "ฟ้า"ชุติกาญจน์ กิจวานิชเสถียร จักรยาน ประเภท บีเอ็มเอ็กซ์ เรซซิ่ง ประสบอุบัติเหตุในระหว่างการซ้อมทำให้สภาพขณะแข่งขันไม่เต็มร้อย ผลงานจึงออกมาไม่ดี

 แต่ด้วยวัยเพียง  22 ปี  "ฟ้า"ชุติกาญจน์ ที่มีผลงานเด่นจากเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเชีย จึงเชื่อว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะทำให้เธอพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้

6. เรือใบ นักกีฬา 1 คน

 สำหรับ "แบม" กมลวรรณ จันทร์ยิ้ม นักกีฬาเรือใบ ประเภทเลเซอร์ เรเดียลหญิง ผ่านการเข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์มาแล้ว 2 สมัย จากการแอบลุ้นกลายเป็นแค่เข้าร่วมเมื่อผลงานในแต่ละเรซออกมาไม่ดีพอ ก่อนที่จะจบในอันดับที่ 34 จากนักกีฬาทั้งหมด 44 คน  

7.วินด์เซิร์ฟ นักกีฬา 2 คน

 "ดาว" ศิริพร แก้วดวงงาม นักกีฬาวินด์เซิร์ฟ ประเภท RS:X หญิง และ "โอ๊ต"ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์ นักกีฬาวินด์เซิร์ฟ ประเภท RS:X ชาย ยังไม่ใกล้เคียงหากจะมองถึงเหรียญ
  อย่างไรก็ตาม "ดาว" ศิริพร ทำผลงานจบอันดับที่ 15 อาจดูว่าห่าง แต่หากมองให้แคบลงถือเป็นผลงานอันดับ 3 ของชาติจากเอเชีย และจบอันดับ 1 ในฐานะตัวแทนจากชาติอาเซียน ถือว่ายังมีผลงานที่น่าพอใจ แต่ต้องพัฒนาให้มากกว่าเดิม

 8. มวยสากล นักกีฬา 5 คน

 จากเดิมกำปั้นไทยมีโคว้าต้าไป 6 คน แต่ "เหลิม" ธิติสรรค์ ปั้นโหมด  รุ่น 52 กก. ชาย มาตกม้าตายนาทีสุดท้ายอันเนื่องจากการบาดเจ็บบริเวณเข่าจึงไม่สามารถฝืนสังขารไปชกได้จำต้องถอนตัวก่อนการเดินทางเพียง 2 วัน ความหวัง 3 เหรียญมวย พลอยน้อยลงไปด้วย

 ส่วนที่เหลือ "ครีม" ใบสน มณีก้อน รุ่น 69 กก. หญิง อายุยังน้อยด้วยวัย 19 สามารถพัฒนาได้อีก ความพ่ายแพ้ในโอลิมปิกรอบ 16 คน ครั้งนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ ส่วน  "เฟี้ยว"จุฑามาศ จิตรพงศ์ รุ่น 51 กก.หญิง ที่คว้าตั๋วโอลิมปิกใบสุดท้ายอย่างเฉียดฉิว ภายหลังนักชกทีมชาติเกาหลีเหนือ ตัวเต็งของรุ่นนี้มีการถอนตัวแต่จากฟอร์มการชกถือว่าสวยงามอนาคตไกล พ่ายในรอบ 8 คนแบบน่าเสียดาย

 น่าเสียดายที่โอลิมปิกครั้งสุดท้ายของ "สด"ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี มวยสากล รุ่น 57 กก. ชาย เรียกได้ว่าใกล้เคียงเหรียญอีกครั้งแต่ไปพ่ายคู่ปรับจากคิวบาในรอบ 8 คน อาจเรียกได้ว่าดวงไม่สมพงษ์กับรายการโอลิมปิก และมาถึงรายของ "แต้ว" สุดาพร สีสอนดี  รุ่น 60 กก. หญิง ที่คว้าเหรียญทองแดง น่าเสียดายที่ต้องพ่ายคู่ปรับจากไอร์แลนด์ในรอบรองชนะเลิศแบบเฉียดฉิว

 หากผ่านแมตซ์นั้นได้ "แต้ว" สุดาพร ทองแน่นอน แม้ทำผลงานมา 1 ทองแดง แต่สมาคมมวยฯ ถือว่าเอาตัวรอด เพราะเป็นเหรียญแรกในรอบ 9 ปี และยังทำให้มองเห็นว่า "มวยหญิง" น่าจะเป็นช่องทางที่จะทำให้ให้กำปั้นไทยได้มากกว่านี้ในอนาคต

   9. กรีฑา นักกีฬา 2 คน

 ต้องยอมรับว่าการผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ คีริน ตันติเวทย์ ประเภทวิ่ง 10,000 ม. ชาย และ "เบญ"สุเบญรัตน์ อินแสง ประเภทขว้างจักรหญิง ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่หากจะลุ้นเหรียญแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะกรีฑาเป็นกีฬาที่วัดด้วยสถิติ
 แต่อย่างน้อยทำให้เห็นว่า กรีฑา เป็นกีฬาที่พัฒนาได้ โดยเฉพาะ คีริน ทำให้วงการกรฑาไทยกลับมาน่าสนใจและคึกคักอีกครั้ง แต่สิ่งที่ขาดหายคือการวิ่งระยะสั้น โดยเฉพาะ 4x100 ชาย-หญิง เมื่อเห็นผลงาน จีน และ ญี่ปุ่น แล้วทำให้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ เป็นงานยากเลยทีเดียว
 
 10. เทเบิลเทนนิส นักกีฬา 2 คน

 ต้องยอมรับกีฬาเทเบิลเทนนิส หญิงเดี่ยว จาก  "หญิง" สุธาสินี เสวตรบุตร  นักปิงปองสาววัย 27 ปีจากเมืองระนอง  และ "ทิพย์" อรวรรณ พาระนัง สาวจากอุบลราชธานี วัย 23 ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม
 โดย "ทิพย์" อวรวรรณ โอลิมปิกครั้งแรกเข้าถึงรอบ 32 คน ในขณะที่ "หญิง" สุธาสินี เข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้าย ถือว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์ปิงปองของชาติไทย ก่อนไปพ่าย มิมะ อิโตะ ดาวเด่นของเจ้าภาพ
 ทั้ง "หญิง" และ "ทิพย์" จึงยังเป็นความหวังให้ทีมเทเบิลเทนนิสของไทยในการแข่งขันรายการสำคัญอื่นๆ รวมถึง "ปารีส 2024" ในอีก 3 ปีข้างหน้า


 11. เรือแคนู นักกีฬา 1 คน

 เป็นหนึ่งเดียวที่ผ่านเข้าแข่งขัน "อ้อย" อรสา เที่ยงกระโทก ประเภทเรือแคนู สปริ้นท์  1 คนหญิง ยังต้องพัฒนาอีกมาก หลังตกรอบคัดเลือก และจบการแข่งขันในอันดับที่ 23 ของรายการ โดยเจ้าตัวยอมรับว่า ไม่พอใจกับเวลาที่ทำได้ ถือว่าทำได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง เป็นเพราะตื่นเต้นกับโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรก 
 แต่หากมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่าที่เป็นอยู่ "อ้อย"อรสา น่าจะทำได้ดีกว่าเดิม แต่สำหรับมหกรรมครั้งนี้ถือว่าไม่ผ่าน

  12. เรือกรรเชียง นักกีฬา 2 คน

 "แซ็ค"นวมินทร์ ดีน้อย และ "โอ๊ต" ศิวกร วงศ์พิณ ประเภท 2 ฝีพายชาย รุ่นไลท์เวท เรียกได้ว่ายังต้องพัฒนาอีกมากจากผลงานเข้าอันดับสุดท้ายทุกฮีทที่แข่งขัน ทั้งในรอบคัดเลือกและจัดอันดับ

 13. กอล์ฟ นักกีฬา 4 คน

 ก่อนไปจากนักกีฬาชาย-หญิงรวม 4 คนคือ "แจ๊ส"อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์  และ  "กัญจน์" กัญจน์ เจริญกุล จากกอล์ฟบุคคลชาย "เหมียว"ปภังกร  ธวัชธนกิจ และ "เม" เอรียา จุฑานุกาาล  จากกอล์ฟบุคคลหญิง เรียกได้ว่าหากมองผลงานที่ผ่านมาเรามีลุ้นโดยเฉพาะจากประเภทหญิง

 ฝ่ายชายแข่งก่อน และ "แจ๊ส"อติวิชญ์ จุดประกายความหวังเมื่ออยู่ในกลุ่มนำสองวันแรก แต่สุดท้ายหลุดโผ ต่อมาเป็นการแข่งขัน ประเภทหญิง  "โปรเหมียว"ปภังกร  และ "โปรเม" เอรียา เจอปัญหาทั้งอากาศและร่างกายฟอร์มจึงไม่ดีอย่างที่เคยเป็น ทำให้หมดลุ้นตั้งแต่วันแรก

 จบสี่วัน ต้องยอมรับว่าห่างไกลจากเหรียญมาก เป็นความผิดหวังที่ต้องยอมรับ

14. ยูโด นักกีฬา 1 คน

 หนึ่งเดียวที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย "ริซ่า" กชกร วรสีหะ ยูโด รุ่น 52 กก.หญิง ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ต้องจบตั้งแต่ด่านแรกเมื่อพ่าย  ซูมิยา อิราอุย นักกีฬาโมร็อกโก ตกรอบ 32 คน เรียกได้ว่าผิดหวังเล็กน้อยสำหรับโอลิมปิกครั้งแรก แต่เรียกว่าผลงานต่ำกว่าเป้าเพราะจากคู่แข่งเราน่าจะไปไกลถึง 16 คน
 

 15. ว่ายน้ำ  นักกีฬา 2 คน

 "ไวน์" นวพรรษ วงค์เจริญ ว่ายน้ำ ผีเสื้อ 100 และ 200 ม.ชาย  และ "จอย" เจนจิรา ศรีสอาด ว่ายน้ำ ฟรีสไตล์ 50 และ 100 ม. หญิง เป็นนักว่ายน้ำที่เข้าไปตามโคว้ต้าจากเวลาที่ทำได้ตามเกณฑ์ เป็นการเน้นเข้าร่วมมากกว่าแย่งเหรียญ อย่างไรก็ตามจากผลงานและสถิติถือว่าทั้งสองคนสอบถามหลังจากทำเวลาได้ดีกว่าเดิม อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่า "ดีกว่าเดิม"

 16. แบดมินตัน นักกีฬา 7 คน

 จากจำนวน 7 คน ใน 4 ประเภทที่เข้าร่วมแข่งขัน แบดมินตัน หวังเหรียญจาก 2 ประเภทคือ "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แบดมินตันประเภท หญิงเดี่ยว และ ประเภทคู่ผสม  "บาส" เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย 

 น่าเสียดายที่ "เมย์-รัชนก" เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย ดีที่สุดในโอลิมปิก 3 สมัย แต่ไปพ่าย "ไถ้ ซือ หยิง" มือ 1 โลกในเกมตัดสิน 3 แต้มสุดท้าย หลังเสมอ 18-18 ทำให้ตกรอบอย่างน่าเสียดาย

 ในขณะที่คู่ผสม   "บาส" เดชาพล  และ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี ต้องยอมรับว่าการพ่ายคู่อังกฤษแบบพลิกล็อกในรอบแบ่งกลุ่มทำให้เจองานหนักคู่ญี่ปุ่นในรอบ 8 คู่ ก่อนแพ้และตกรอบ เรียกได้ว่าผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะคู่ผสมของไทยถือว่าเป็นความหวังสูงสุด

 หากสรุปเรียกได้ว่าฟอร์มดีแต่ไม่เข้าเป้าสำหรับการล่าเหรียญในโอลิมปิกสมัยแรกของทีมแบดมินตัน แถมยังไม่ใกล้เคียงไปกว่า เอเธนส์ 2004 ที่ "แมน"บุญศักดิ์ พลสนะ เข้าถึงรอบ 4 คนสุดท้ายชายเดี่ยว

 หากวัดจากจุดนั้น ต้องยอมรับว่า แบดมินตันไทยยังไม่เป็นไปตามเป้า

 อีก 3 ปี ใน "ปารีส 2024" เชื่อว่ายังมีนักกีฬาอีกหลายคนที่สู้ต่อ ผลงานที่ผ่านมาหวังว่าจะเป็นบทเรียกให้นักกีฬาพัฒนาขึ้นไปอีกเพื่อให้บรรลุงเป้าหมาย

หวังว่า "ปารีส 2024" จะทำได้ดีกว่าเดิม !!