ยูฟ่าได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกอเวย์โกลในฤดูกาลหน้า ดังนั้นเราจะพาคุณย้อนกลับไปดูการแข่งขันที่ดีที่สุดซึ่งตัดสินโดยกฏที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันข้อนี้

             แฟนๆ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจเมื่อรู้ว่าวีรกรรมของทีมในอัมสเตอร์ดัมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 จะไม่สามารถซ้ำรอยได้อีกต่อไป แชมเปี้ยนส์ ลีก จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหลังจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ออกมาประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2564 ว่ากฏยิงประตูทีมเยือนหรืออเวย์โกลจะถูกยกเลิกในฤดูกาล 2021-22

            ทั้งนี้กฎดังกล่าวถูกนำกลับมาในปี 1965 (พ.ศ.2508) เพื่อให้ทีมเยือนมีโอกาสที่ยุติธรรมมากขึ้นในการแข่งขันระดับทวีป แต่หลังจากการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอล เช่น อาร์แซน เวนเกอร์ กฎดังกล่าวจึงถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยองค์กรกีฬาของยุโรป หลังจากมีการโต้แย้งว่ากฎดังกล่าวทำให้ทีมที่ได้เล่นในบ้านก่อนได้เปรียบ

            นั่นหมายความว่าตอนนี้ทีมต่างๆ จะเผชิญกับความเป็นไปได้ของการแข่งขันที่ยาวนานขึ้น โดยจะมีการต่อเวลาพิเศษหากสกอร์เท่ากันหลังจากแข่งเลกที่สอง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฏประตูทีมเยือนมีส่วนทำให้เกิดการแข่งขันที่น่าจดจำที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก ขึ้นมาในหลายๆ ครั้ง เราจึงขอพาย้อนกลับไปดูการแข่งขันที่ดีที่สุดซึ่งตัดสินโดยกฎที่กลายเป็นข้อขัดแย้งข้อนี้ ...

 

เชลซี vs บาร์เซโลน่า (รอบรองชนะเลิศ, 2008-09)
นัดแรก : บาร์เซโลน่า 0-0 เชลซี

             ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของแฟนๆ เชลซี และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการครองความยิ่งใหญ่ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่บาร์เซโลน่า สิงห์บลูส์เสมอแบบไร้สกอร์ที่คัมป์ นู ด้วยการเล่นเกมรับแบบเต็มไปด้วยสปิริตทำให้ลิโอเนล เมสซี่, เธียร์รี่ อองรี และซามูเอล เอโต้ เงียบสนิท เจ้าบ้านดูเหมือนจะได้เปรียบเมื่อกลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากที่มิคาเอล เอสเซียง ยิงวอลเลย์ไกลส่งบอลเช็ดคานเข้าไปก่อนให้เชลซีขึ้นนำ 1-0 

             แต่เมื่อบาร์ซ่ากดดันเพื่อเอาประตูตีเสมอ การเคลียร์บอลที่ล้มเหลวของเอสเซียงทำให้บอลมาถึงเมสซี่ เขาวางบอลขวางให้อันเดรส อิเนียสต้า ซึ่งตะบันหน้ากรอบเขตโทษเสียบมุมบนเข้าไปให้แฟนๆ แห่งแดนคาตาลันได้เฮ บาร์เซโลน่าต้องใช้เวลา 183 นาทีกว่าจะพังประตูแรกได้ แต่พวกเขาก็ได้เข้าชิงชนะเลิศที่กรุงโรมด้วยกฏอเวย์โกล ทำให้ทีมของกุส ฮิดดิ้งค์ ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธจุดโทษหลายครั้งต้องหัวใจสลาย และที่สตาดิโอ โอลิมปิโก นั่นเองที่กวาร์ดิโอล่าคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อทัพเจ้าบุญทุ่มเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


อาแจ็กซ์ vs ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ (รอบรองชนะเลิศ, 2018-19)
นัดแรก: ท็อตแน่ม 0-1 อาแจ็กซ์

             โชว์สิ่งนี้ให้เด็กนักเรียนในอนาคตดูเป็นตัวอย่างว่าประตูทีมเยือนมีส่วนทำให้เกิดเกมฟุตบอลที่สวยงามได้อย่างไร หลังจากเล่นได้อย่างย่ำแย่ในรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก เลกแรก สเปอร์สพบว่าตัวเองตกเป็นฝ่ายตามหลัง 1-0 ก่อนไปเยือนกรุงอัมสเตอร์ดัมโดยที่ข้างหน้ามีภูเขาที่จะปีนข้ามไป การเสียสองประตูในครึ่งแรกจากมัตไตจ์ส เดอ ลิกท์ และ ฮาคิม ซิเยช ดูเหมือนจะทำให้ความหวังที่จะกลับมาในเนเธอร์แลนด์หมดลง

             และในขณะที่กำลังหาฮีโร่สักคนนึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้ส่งลูคัส มูร่า ปีกชาวบราซิลลงไปในช่วงเวลานั้นโดยหวังว่าจะช่วยจุดประกายความหวังให้กับทีมของเขา ลูกยิง 2 ประตูอย่างรวดเร็วจากอดีตแข้งเปแอสช่วยให้สเปอร์สกลับเข้าสู่การแข่งขันด้วยสกอร์รวมที่ตามอาแจ็กซ์มาเป็น 3-2 จากนั้น เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่นาทีสุดท้ายของของช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาที เดเล่ อัลลี่ ชิ่งบอลเร็วให้ มูร่า สอดขึ้นมาซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเลียดผ่านมืออองเดร โอนาน่า เสียบมุมตาข่ายให้ สเปอร์ส พลิกแซงกลับมานำ 3-2 ส่งท็อตแน่มเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งที่พวกเขาตามหลังด้วยสกอร์รวม 3-0 ในช่วงพักครึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศให้กับลิเวอร์พูลในมาดริด แต่ประสบการณ์นั้นจะเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนสำหรับผู้ที่เข้าร่วม หากไม่มีกฏยิงประตูทีมเยือน มันอาจไม่เกิดขึ้น

 

โมนาโก vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (16 ทีมสุดท้าย, 2016-17)
นัดแรก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5-3 โมนาโก
นัดที่สอง : โมนาโก 3-1 แมนเชสเตอร์ซิตี้ (สกอร์รวม 6-6)

             การแข่งขันที่ไม่ธรรมดาด้วยเหตุผลหลายประการ แต่มันเป็นช่วงเวลาที่หายากในยุคของกวาร์ดิโอล่า ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรกไม่ได้เป็นงานที่ง่ายเลยสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังในเกมที่บ้านจาก 2 ประตูของราดาเมล ฟัลเกา และอีกลูกจากคีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่ตอนนั้นอายุ 18 แต่สี่ประตูในช่วงเวลา 24 นาทีจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ (2), จอห์น สโตนส์ และ ลีรอย ซาเน่ ทำให้ทีมในพรีเมียร์ ลีก ได้เปรียบก่อนมุ่งหน้าไปยัง สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ในเลกที่สอง เป็นอีกครั้งที่เอ็มบัปเป้เบิกร่องยิงประตูให้ทีมแห่งลีก เอิง และฟาบินโญ่ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ลิเวอร์พูลทำให้โมนาโกได้เปรียบเมื่อดูจากอเวย์โกล ซาเน่ทำประตูในช่วงท้ายซึ่งจะทำให้แมนฯ ซิตี้ผ่านเข้ารอบ แต่ลูกโหม่งของติเอมูเอ บากาโยโก้ ส่งเจ้าบ้านอย่างโมนาโกให้ผ่านเข้ารอบไปด้วยกฏอเวย์โกลหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันด้วยสกอร์รวม 6-6 จาก 2 เกม

 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ (รอบก่อนรองชนะเลิศ, 2018-19)
นัดแรก: ท็อตแน่ม 1-0 แมนเชสเตอร์ซิตี้
นัดที่สอง: แมนเชสเตอร์ซิตี้ 4-3 ท็อตแน่ม (รวม 4-4)

             หลังจากพ่ายให้สเปอร์ส 1-0 ที่ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สเตเดี้ยม ในเลกแรก มาเลกที่ 2 ก็ทำประตูกันอย่างสนั่นหวั่นไหว ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ซน ฮึงมิน ทำได้คนละประตูในช่วงต้นเกม และแนวรุกจากเกาหลีใต้ก็มาบวกประตูที่ 2 ได้ภายใน 10 นาที ก่อนที่แบร์นาโด้ ซิลวา จะตีเสมอเป็น 2-2 แทบจะในทันที ทำให้การแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศนี้ร้อนแรงขึ้นมาทันที จากนั้นราฮีม สเตอร์ลิ่ง ยิงให้เจ้าถิ่นนำเป็น 3-2 นอกจากนี้เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็มาใส่ชื่อตัวเองเป็นผู้ทำประตูอีกคนให้แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำ 4-2 ก่อนที่เฟร์นันโด ยอร์เรนเต้ จะมาทำประตูที่กลายเป็นประเด็นโต้แย้งว่าบอลดูเหมือนจะโดนแขนของเขาก่อนเข้าและนั่นก็ทำให้สเปอร์สกลับมาได้เปรียบด้วยกฏประตูทีมเยือน ท้ายเกมแมนฯ ซิตี้เดินหน้าบุกแหลก และช่วงทดเจ็บ สเตอร์ลิ่ง ยิงเข้าประตูไป อย่างไรก็ตาม จากการดู VAR ย้อนหลัง ลูกนี้ กุน อเกวโร่ คนจ่ายบอล ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว ทำให้สกอร์ยังไม่เปลี่ยน ท้ายที่สุดจบเกม เรือใบชนะ 4-3 แต่ก็ไม่เพียงพอ สเปอร์สเข้ารอบต่อไปด้วยสกอร์รวม 4-4 พวกเขาชนะด้วยกฎยิงประตูทีมเยือน เข้าไปเจออาแจ็กซ์ ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดีว่ากลายเป็นประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน

 

โรม่า vs บาร์เซโลน่า (รอบก่อนรองชนะเลิศ, 2018-19)
นัดแรก : บาร์เซโลน่า 4-1 โรม่า
นัดที่สอง: โรม่า 3-0 บาร์เซโลน่า (สกอร์รวม 4-4)

             หลังจากดูหลุยส์ ซัวเรซ และผองเพื่อนอาละวาดที่คัมป์ นู ถล่มเอาชนะไป 4-1 แฟนๆ ของโรม่าไม่เคยคิดฝันว่าจะสามารถทำในเรื่องที่กลายเป็นหนึ่งในการคัมแบ็กที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการนี้ได้ ยอดทีมแห่งอิตาลีกลายเป็นทีมที่สามเท่านั้นที่พลิกจากการเสียเปรียบสามประตูจากเลกแรกเมื่อพวกเขาทำให้ยอดทีมแห่งคาตาลันช็อคตาตั้งที่สตาดิโอ โอลิมปิโก้ เอดิน เซโก้ ผู้ทำประตูปลอบใจสุดสำคัญที่บาร์เซโลน่า เบิกสกอร์แรกที่จุดประกายความหวังเล็กๆ ของทีมขึ้นมา และจุดโทษของ ดานีเอเล เด รอสซี่ ทำให้สิ่งที่คิดไม่ถึงนั้นดูสมจริงยิ่งขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเจงกิซ อึนแดร์ เปิดลูกเตะมุมทางฝั่งขวาไปเข้าหัว คอสตาส มาโนลาส โหม่งที่เสาแรกผ่านมือ มาร์ก-อังเดร แทร์ สเตเก้น เข้าไปนั่นเองที่ทำให้พวกเขาต้องเชื่อ มีน้ำตาจากทั้งสองฝ่ายและการเฉลิมฉลองจากยอดทีมแห่งเซเรีย อา ในค่ำคืนที่ต้องยอมรับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา