ขอบอกก่อนเลยว่า ส่วนตัวมีความคลั่งไคล้ และหลงใหลในการแข่งขันวอลเลย์บอลภายใต้การดูแลของ สหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งยุโรป (CEV) เป็นอย่างสูง

ดังนั้นเรื่องราวต่อไปนี้ที่ทุกท่านจะได้ติดตาม จึงน่าจะเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเห็นส่วนตัว บวกกับจิตใจที่เป็นกุศลอย่างสูงกับกับการแข่งขันของ CEV

ทวีปยุโรป นับว่าเป็นทวีปที่น่าชื่นชมในการจัดแข่งขันวอลเลย์บอลแต่ละรายการ ล้วนแล้วแต่ทำออกมาแล้วน่าสนใจ และน่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยทวีปยุโรป นั้นอยู่รวมกันเป็น "สหภาพ" ทั้งเรื่องของเศรฐกิจ การเมือง จึงไปในทิศทางเดียวกัน การเดินทางไปมาหากันก็ทำได้ง่าย รวมถึงวัฒนธรรม หรือค่านิยมในการรับเรื่องราวของกีฬานั้นก็ใกล้เคียงกันด้วย

นั่นจึงทำให้การแข่งขันวอลเลย์บอลในทวีปยุโรป สามารถจัดขึ้นได้อย่างเรียบร้อย แทบจะไม่ค่อยมีปัญหา รวมถึงได้รับการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งจากสปอนเซอร์ และทีมที่ส่งเข้าร่วมแข่งขัน อีกทั้งฝ่ายจัดการแข่งขันยังพยายามปรับปรุงรายการแข่งขันต่าง ๆ ให้น่าสนใจอยู่เสมอ

ซีอีวี แชมเปียนส์ ลีก เป็นตัวอย่างที่ดี การแข่งขันวอลเลย์บอลในระดับสโมสรที่เป็นรายการใหญ่ที่สุด รวมสโมสรชั้นนำในยุโรปเอาไว้หลายทีม รวมถึงนักตบระดับโลกเข้ามาร่วมแข่งขัน นับว่าเป็นรายการที่แฟน ๆ ให้การตอบรับดีอย่างมาก และมีเม็ดเงินทีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

อีกทั้งพวกเขายังมีการแข่งขัน ซีอีวี คัพ และ ซีอีวี ชาเลนจ์ คัพ ซึ่งเป็นรายการถ้วยรองลงมาจาก แชมเปียนส์ ลีก เพื่อเปิดโอกาสให้สโมสรเล็ก ๆ ในยุโรป มีโอกาสได้เข้าร่วมแข่งขันกับทีมในเวทีลีกระดับทวีปกันบ้าง

หรืออย่าง ยูโร วอลเลย์ หรือ วอลเลย์บอลชิงแชมป์ยุโรป ที่ทาง CEV ได้ปรับเรื่องของจำนวนทีมในรอบสุดท้าย จาก 16 ทีม มาเป็น 24 ทีม รวมถึงเพิ่มเจ้าภาพมาเป็น 4 ทีม เพื่อให้หลาย ๆ ชาติได้พัฒนาในเรื่องของการจัดการแข่งขัน และยิ่งทำให้แฟน ๆ วอลเลย์บอลตื่นเต้น และเกมการแข่งขันดูน่าตื่นเต้นมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

กระนั้นการแข่งขันในระดับทีมชาติ ที่แม้จะมีการเปิดโอกาสให้กับเล็ก ๆ ได้แข่งขันในศึกชิงแชมป์ทวีปมากขึ้น ทว่ารายการ ยูโร วอลเลย์ แข่งขันเพียงแค่ 2 ปีครั้ง แต่ทว่า ทีมในทวีปที่เป็นชาติเล็ก ๆ จะได้ไปแข่งขันในเวทีโลกนั้นมันก็ยากเช่นกัน

CEV จึงได้เริ่มต้นจัดการแข่งขัน ยูโรเปียน ลีก ขึ้นมา เพื่อให้ไปล้อกับการแข่งขันของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ที่มี เวิลด์ลีก ในประเภททีมชาย และ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ ในประเภททีมหญิง

ยูโรเปียน ลีก เป็นทั้งการเปิดโอกาสให้กับเล็ก ๆ ได้เข้าร่วมแข่งขันในเวทียุโรป เป็นประจำทุกปี รวมถึงยังเป็นบันไดก้าวแรก ในการเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลก

กล่าวคือ ชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรป พวกเขา และเธอ มีโปรแกรมที่จะได้ลงแข่งขันในทั้ง เวิลด์ลีก และ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ส่วนชาติเล็ก ก็มีการแข่งขัน ยูโรเปียน ลีก เป็นสนามประลองฝีมือกัน

ยูโรเปียน ลีก เริ่มต้นแข่งขันครั้งแรกในปี 2004 ในประเภททีมชาย ส่วนทีมหญิง เริ่มต้นในปี 2009 โดยอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นภายหลังของทั้ง 2 รายการ มีเพื่อคัดเลือกทีมเข้าร่วมแข่งขันในศึก เวิลด์ลีก และ เวิลด์กรังด์ปรีซ์

แต่ส่วนใหญ่แล้ว การคัดเลือกทีมไปร่วมแข่งขันในรายการประเพณีประจำปีของ FIVB จะมีเพียงแค่ในประเภททีมชาย ที่จะคอยส่งทีมแชมป์ในแต่ละปี ขึ้นไปแข่งขันในเวิลด์ลีก ดิวิชั่น 3 อยู่บ้าง

อีกทั้งอย่างที่กล่าวไปแล้ว ในรายการนี้จะเป็นรายการที่เปิดโอกาสให้กับชาติที่ไม่ค่อยได้ไปแข่งขันในเวทีระดับโลก ได้มีโปรแกรมให้เล่น และได้วัดฝีมือกันบ้าง

แต่ที่น่าสนใจที่สุดของการแข่งขันวอลเลย์บอลในการดูแลของ CEV นั่นคือระบบการแข่งขันเหย้า-เยือน ที่ค่อนข้างจะแข็งแรง และเป็นสิ่งที่ทวีปอื่นจะทำตามได้ยาก

ทั้งเกมของสโมสร หรือเกมของทีมชาติ อย่างในยูโรเปียน ลีก (ยกเว้น ยูโร วอลเลย์ ที่แข่งในรูปแบบทัวร์นาเมนต์ปกติ) ทาง CEV ได้ยึดรูปแบบการเล่นทีคล้ายกับฟุตบอล คือมีการแข่งขันเกมเหย้า-เกมเยือน ให้กับแต่ละชาติได้มีโอกาสในการเป็นเจ้าภาพ

ที่ในทวีปยุโรป สามารถจัดการแข่งขันเกมเหย้า-เยือน ได้ทุกเกม อาจจะเนื่องด้วยมากจากการเดินทางที่ไปมาหาสู่กันค่อนข้างสะดวก และไม่ได้มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อเทียบกับการเดินทางของทวีปอื่น ๆ

แต่สิ่งที่ต้องแลกมากับการแข่งขันที่เป็นในรูปแบบเหย้า-เยือน คือความไม่คุ้มค่าของการแข่งขัน ในกรณีที่เกมนัดนั้นจบลงอย่างรวดเร็ว และอาจจะเป็นการเดินทางไกลอย่างทีมจากยุโรปตะวันออก เดินทางมายุโรปตะวันตก หรือการเจอกันของทีมเล็กกับทีมใหญ่ ที่เกมไม่สูสี อาจจะดูสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

แต่นี่คือเสน่ห์ของการแข่งขัน ที่หลาย ๆ ชาติเห็นพ้องต้องกัน และเป็นการได้พัฒนาทั้งนักกีฬา และกีฬาวอลเลย์บอลอย่างต่อเนื่องของบรรดาทีมในทวีปยุโรป

ทว่าเมื่อการแข่งขัน เวิลด์ลีก และ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ ได้ควบรวมมาเป็นวอลเลย์บอลเนชันส์ ลีก เมื่อปี 2018 ทำให้ ยูโรเปียน ลีก ได้มีการเปลี่ยนแปลงการแข่งขันอีกครั้ง ด้วยการปรับให้มีการแข่งขันใน 2 ดิวิชั่น คือ โกลเดน ลีก (ดิวิชั่น 1) และ ซิลเวอร์ ลีก (ดิวิชั่น 2) เพื่อเพิ่มมิติ และการแข่งขัน ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงเป็นรูปแบบที่สวยงามมากขึ้น

ทีมที่จะเข้าร่วมแข่งขันจะต้องเป็นทีมใน CEV ที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันในเนชันส์ ลีก โดยวัดจากอันดับของทวีปยุโรป ทีมอันดับ 1-12 จะได้เล่นในโกลเดน ลีก หรือ ดิวิชั่น 1 และ ทีมอันดับ 13-20 จะได้เล่นในซิลเวอร์ ลีก หรือดิวิชั่น 2

ทีมแชมป์จาก ซิลเวอร์ ลีก หรือดิวิชั่น 2 จะได้เลื่อนชั้นขึ้นสูู่โกลเดน ลีก หรือ ดิวิชั่น 1 ในปีถัดไป เช่นเดียวกันกับ ทีมบ๊วยของ โกลเดน ลีก จะหล่นลงไปเล่นใน ซิลเวอร์ ลีก ในปีหน้าเช่นกัน

ขณะที่ แชมป์ และรองแชมป์ของ โกลเดน ลีก จะได้รับสิทธิพิเศษได้ไปเข้าร่วมแข่งขันในวอลเลย์บอลชาเลนเจอร์ คัพ ที่จะคัดเอาทีมแชมป์ ผ่านขึ้นไปแข่งขันต่อในเนชันส์ ลีก ปีต่อไป

นอกจากนี้ อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การแข่งขันในโกลเดน ลีก ผู้ชนะในแต่ละเกม จะได้รับเงินรางวัล 2,000 ยูโร (ประมาณ 75,000 บาท) และผู้แพ้จะได้รับ 1,000 ยูโร (ประมาณ 37,000 บาท) ส่วนแชมป์ของรายการนี้ จะรับเงินรางวัล 125,000 ยูโร (ประมาณ 4,700,000 บาท) รองแชมป์รับไป 80,000 ยูโร (ประมาณ 3,000,000 บาท) อันดับ 3 รับไป 60,000 ยูโร (ประมาณ 2,200,000 บาท) และอันดับ 4 รับไป 40,000 ยูโร (ประมาณ 1,500,000 บาท)

ปี 2021 การแข่งขัน ยูโรเปียน โกลเดน ลีก ที่พึ่งจะจบลงไป ซึ่งแฟน ๆ ชาวไทย อาจจะไม่ได้ติดตามมากนัก เพราะเล่นชนกันกับเนชันส์ ลีก โดยแชมป์ในประเภททีมหญิง ตกเป็นของ บัลแกเรีย ที่เอาชนะ โครเอเชีย ไป 3-1 เซต แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ไม่มีการแข่งขันชาเลนเจอร์ คัพ ทำให้ทั้งคู่หมดลุ้นในการก้าวสู่เนชันส์ ลีก ส่วนทีมที่ตกชั้นนั่นคือ อาเซอร์ไบจาน

ส่วน ยูโรเปียน ซิลเวอร์ ลีก ทีมแชมป์ตกเป็นของ บอสเนีย และ เฮร์เซโกวีนา ที่อาชนะ ออสเตรีย 3-2 เซต และจะได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ โกลเดน ลีก ในปีหน้า

และนี่เป็นอีกหนึ่งรายการ หนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่น่าสนใจของยุโรป ที่นำเล่าให้ฟัง ทั้งรูปแบบการแข่งขันที่น่าชื่นชม และเป็นระบบที่ดี

ไหนจะเรื่องการหาโควตาเพื่อให้โอกาสกับทีมเล็ก ๆ ได้ก้าวไปสู่เวทีโลก ตามแผนงานของ FIVB

ไหนจะเรื่องการแข่งขันที่ช่วยให้ทีมเล็ก ๆ ได้มีโอกาสลงแข่งขัน และสร้างชื่อเสียงในเรื่องวอลเลย์บอลให้กับชาติตัวเอง

มันเป็นสิ่งที่ข้าน้อยช่างเลื่อมใสเสียนี่กระไร!!