สมองมี...แต่แรงไม่มี...ความสำเร็จ...ในการแข่งขันกีฬา...มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น............

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ทัพ "ช้างศึก" ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดแรก ที่เก็บตัวเตรียมคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่ม G ที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจอข่าวร้ายปัญหาใหญ่ เมื่อ นักเตะ 2 คน และเจ้าหน้าที่ 4 คน รวม 6 คน ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อ “COVID-19”

จนส่งผลให่ทำให้ต้องหยุดการซ้อมไปโดยปริยาย และต้องแยกตัว “นักเตะ” ที่ติดเชื้อออกจากแคมป์ไปรักษาอาการ พร้อมสั่งให้ทุกคนต้องแยกตัวกันรักษาสภาพร่างกาย จนทำให้ผ่านมาต้องลุ้นกันระทึกว่าจะมี “นักเตะ” หรือ “สตาฟฟ์โค้ช” ติดเชื้อเพิ่มบ้าง

จนทำให้ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ร่วม “อากิระ นิชิโนะ” และทีมงานสตาฟฟ์โค้ช พยามแก้ปัญหาและเตรียมแผนสำรองกันยกใหญ่ โดยถึงขึ้นมาการเตรียมแผนสำรองหาก “นิชิโนะ” มีผลติดโควิดอีกด้วย

ก่อนที่ผลตรวจ “COVID-19” ซ้ำ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ออกมาว่าผลเป็น “Negative” ซึ่งถือเป็นตัว “อักษร” บนใบรับรองแพทย์ที่ถูกส่งมาจาก “ สวรรค์” ของทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย เลยก็ว่าได้....

เนื่องจากผลดังกล่าวนั้นบ่งบอกว่า “นักเตะ” หรือ “สตาฟฟ์โค้ช” ทุกคนไร้ติดเชื้อ COVID-19 ทำให้ต้องบอกว่าผลที่ทำให้ทุกฝ่ายโล่งอกแบบบอกไม่ถูกเล่ยก็ว่าได้ แม้ว่า “ทุกคน” ยังต้องกักตัวเพื่อรอดตรวจซ้ำอีกครั้ง ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ก่อนที่จะเดินทางไป ยูเออี ในวันที่ 21 พ.ค. ตามกำหนดที่วางไว้

จากสถานการณ์ดังกล่าวในเวลานี้ทำให้เชื่อว่าทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย น่าจะเดินหน้าเตรียมความพร้อมของทีมสำหรับทำภารกิจใหญ่ในการ “พิชิต” ตั๋วเข้าไปเล่น 12 ทีมสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชียได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี.....มากๆ ของ “ช้างศึก”

แต่กระนั้นเองก็ต้องขอเรียบแบบนี้ว่าภารกิจของ “ทีมชาติไทย” ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก รอบสอง โซนเอเชีย กลุ่ม จี ในอีก 3 นัดที่เหลือ ที่จะต้องพบกับ อินโดนีเซีย ต่อด้วย ยูเออี และปิดท้ายด้วย มาเลเซีย ด้วยเป้าหมายคว้า 9 แต้มเพิ่ม เพื่อการันตีการเข้ารอบต่อไป หรือ อย่างน้อย 7 แต้มเพื่อการไปลุ้นเป็นอันดับ 2 ที่ที่สุด นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือน “ปลอกกล้วยเข้าปาก” เป็นแน่

เนื่องจากด้วยสถานการณ์บนตารางคะแนนนั้นค่อนข้างสูสี ทุกทีมไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม มาเลเซีย หรือ ยูเออี นั้นล้วนต้องการชัยชนะรวดทั้ง 3 เกมเหลือด้วยกันทุกทีม เพราะเขายังมีโอกาสที่เข้ารอบไปเช่นเดียวกับทีมชาติไทย

ยิ่งหากมองเรื่องความพร้อมของทีมต้องขอบอกแบบตรงๆ เลยว่า ทีมที่มีความพร้อมน้อยที่สุดในเวลานี้ ก็น่าจะเป็น “ทีมชาติไทย” นี่แหละ

ทำให้ผมถึงบอกแบบนั้นนะเหรอ....หากพูดไม่ดัดจริต ทุกคนลองนึกภาพตามดูนะว่าที่ผ่านมา “ทีมชาติไทย” มาการร่วมตัวกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ซึ่งนั้นต้องย้อนกลับไปคือช่วงเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่ง “ทีมชาติไทย” ลงดวลเครื่องกับ “ไทยลีกออลสตาร์”​ และทีมสำคัญการร่วมตัวครั้งนั้น ไม่ใช้ชุดใหญ่แบบเต็มสูบด้วย

เนื่องจากในเกม “ช้างศึก” พบกับ “ไทยลีก ออสสตาร์” นักเตะส่วนใหญ่เป็นนักเตะหน้าใหม่เกือบยกทีมและมีผู้เล่นตัวหลักในทีมชาติของ “นิชิโนะ” อยู่เพียงแค่ 4 คนเท่านั้น คือ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, สารัช อยู่เย็น,ฉัตรชัย บุตรพรม และ มานูเอล ทอมเบียร์ เท่านั้นที่อยู่ในทีมชุดนั้น

เท่านั้นยังไม่พอในเวลานี้ “ทีมชาติไทย” ยังแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกซ้อมแบบเต็มๆ กันเลยอีกด้วย เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดที่มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของติดเชื้อโควิด จนทำให้ทุกคนยังต้องกักตัวอยู่อยู่ในเวลานี้นั่นเอง


พอเหลือบไปมองข้างบ้านไม่ว่าจะเป็น ทีมชาติเวียดนาม ซึ่งถือเป็นทีมที่มีโอกาสเข้ารอบ 12 ทีมมากที่สุด เนื่องจากเป็น “จ่าฝูง” ของ “กลุ่ม” หรือ มาเลเซีย ที่เราต้องพบโดยตรง นั้นล้วนมีความพร้อมมากกว่าทีมชาติไทย แน่นอน โดยเฉพาะสภาพร่างกาย ซึ่ง “พวกเขา” มีการเตรียมทีมมาอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ “นักเตะ” ของ “พวกเขา” ยังได้ลงเล่นในลีกอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ผ่านมา

ฉะนั้นเวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดของ “ทีมชาติไทย” คือ แผนของ “อากิระ นิชิโนะ” นับจากนี้ คือจะทำอย่างไรให้ขุนพล “ช้างศึก” ทีมชาติไทย มีความพร้อมที่สุดและทัดเทียมทุกทีมได้อย่างไรนั่นเอง เพราะหากพูกตรงๆต้องบอกว่า “นิชิโนะ” เหลือเวลาอีกเพียงแค่ อีกเพียงแค่ 13 วันเท่านั้น (ขอนับจาก 22 พ.ค. นะครับ)

เพราะนั่นน่าจะเป็นวันที่ “ทีมชาติไทย” ได้ร่วมตัวกันแบบเต็มๆครั้งแรก (อันนี้คิดแบบดีที่สุด คือ นักกีฬาไปถึง ยูเออี” แล้วได้ฝึกซ้อมเลยนะครับ)

หากจะถามว่าเวลา 13 วันไม่พอเหรอ..ตอบได้เลยว่าพอหากเป็นสถานการณ์ปกติ และที่ผ่านนักเตะทุกคนมีการฝึกซ้อมมาอย่างต่อเนื่อง และมีความฟิตร้อยเปอร์เซ็นอยู่แล้วเช่กเช่นตอนฟุตบอลลีกยังเตะอยู่

ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะทุกคนอาจลืมไปว่าก่อนหน้านี้นักกีฬาทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเรียกความฟิต เนื่องจากลีกหยุดมาสักระยะหนึ่งแล้ว และเพิ่งเข้าแคมป์เก็บตัว “ทีมชาติไทย” ได้แค่ 5 วันเท่านั้น ก่อนจะต้องหยุดซ้อมไป

โดยทุกอย่างน่าจะต้องกลับไปเริ่มที่หนึ่งกันใหม่หมด โดยเฉพาะนักเตะ ชุดแรก เพราะการซ้อมในห้องระหว่างกักตัว เป็นการซ้อมเพื่อรักษาสภาพร่างกายเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้นักเตะฟิตได้เหมือนกับการฝึกซ้อมปกติแน่นอน

ทว่ายังโชคดี คือ นักเตะชุดที่ 2 ที่กำลังเข้าเก็บฝึกซ้อม ที่แคมป์บางบ่อ ภายใต้การดูแลของ “โยเฮ” นักกายภาพชาวญี่ปุ่น น่าจะได้มีการฟื้นฟูสภาพร่างกายอย่างเต็มที่ กว่าชุดที่ 1 ซึ่งถูกกักตัวอยู่ในเวลานี้นั่นเอง

อย่างไรก็ดีประเด็นใหญ่ที่สุดของ “นิชิโนะ” ก็น่าจะเป็นแผนการสร้างความฟิตให้กับ “นักเตะ” เป็นอันดับแรกให้ได้เสียก่อน เพราะหากนักเตะสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น มันน่าจะส่งผลกระทบการใส่แท็คติกการเล่นของทัพ “ช้างศึก” เป็นแน่

เพราะอย่าลืมว่ารูปแบบวิธีการเล่นของ “นิชิโนะ” คือ การเล่นเพรสซิ่ง ตามสไตล์โค้ชญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้พละกำลังความคู่ไปกัน หากร่างกายนักเตะไม่พร้อมสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็น มันก็ยากที่จะเล่น “เพรสซิ่ง” ได้แบบเต็มที่ตามแท็กติกแน่นอน

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของ “นิชิโนะ” และ “ทีมสตาฟฟ์ทีมชาติไทย” ก็คือทำอย่างไรให้ “นักเตะช้างศึก” ทุกคน ฟิตสมบูรณ์พร้อมแบบ 100 เปอร์เซ็น ก่อนที่ถึงศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 3 นัดที่ต้องเตะในรอบ 15 วัน

เพราะหาก “นิชิโนะ” ทำไม่ได้เราคงได้เห็นความล้มเหลวของ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย อย่างแน่นอน.....

เป็นกำลังใจให้นะครับ......