การป้องกันแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีของลิเวอร์พูลจบลงด้วยหายนะ และเราจะพาคุณย้อนไปดูช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้หงส์แดงของเจอร์เก้น คล็อปป์ต้องเสียแชมป์

             ตอนที่ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาเอาชนะในลีกสูงสุด 18 เกมติดต่อกันเป็นสถิติสโมสร แพ้เพียงสามครั้งและจบฤดูกาล 18 คะแนนเหนือคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุด ฤดูกาลนี้ ชัยชนะติดต่อกันนานที่สุดของหงส์แดงอยู่ที่สามเกม พวกเขาแพ้เก้าครั้งและมีแต้มตามผู้นำอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 20 คะแนน การเสียแชมป์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นการตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก เมื่อทีมที่อ้างตัวว่ามี 'สภาพจิตใจดั่งอสูรกาย' อย่างลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นในบ้านที่ตกลงโดยสิ้นเชิง ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อจบอันดับสี่ให้ได้ พร้อมกันนี้พวกเขาต้องการกอบกู้บางสิ่งบางอย่างจากฤดูกาลที่น่าสังเวชนี้ เราจะพาไปย้อนดูช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีก ของลิเวอร์พูล ต้องพังทลายลง


1. หายนะที่วิลล่า พาร์ค

             ลิเวอร์พูลท้าทายบรรดาทีมที่พร้อมจะแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ของพวกเขาด้วยชัยชนะที่น่าประทับใจเหนือลีดส์, เชลซี และอาร์เซนอลในสามเกมแรก หงส์แดงมีความมั่นใจในการขยายสถิติ 100 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาในขณะที่เดินทางไปเยือนแอสตัน วิลล่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ทีมของดีน สมิธ รอดตกชั้นแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ แต่กลับสร้างผลงานที่น่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งในฤดูกาลนี้ในการต่อกรกับทีมแชมป์ โอลลี่ วัตกินส์ ยิงแฮทริคได้ในครึ่งแรก แจ็ค กรีลิช ทำ 2 ประตู ส่วนประตูที่เหลือก็ได้จากรอสส์ บาร์คลีย์ และ จอห์น แม็คกินน์ โดยที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถสู้ได้เลย และอาเดรียนต้องเจอกับฝันร้ายในขณะที่เขาปฏิบัติหน้าที่แทนมือกาวหมายเลข 1 อย่างอลิสซอนที่ได้รับบาดเจ็บและผู้เล่นคนเดียวของหงส์แดงที่ออกจากวิลลา พาร์ค โดยไม่ต้องอับอายขายขี้หน้าก็คือโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งทำ 2 ประตู และบางทีนัดนี้อาจจะเป็นตัวกำหนดโทนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล


2. อาการบาดเจ็บเล่นงานในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้

             การเบรคทีมชาติเป็นเวลาที่ทำให้พวกเขาได้หยุดคิดหลังจากทริปหายนะที่เดินทางไปเยือนแอสตัน วิลล่า ลิเวอร์พูลกลับมาลงสนามในช่วงกลางเดือนตุลาคมกับคู่แข่งในท้องถิ่นของพวกเขา และแม้ว่าพวกเขาจะกลับออกมาจากกูดิสัน พาร์คกับ 1 คะแนน แต่ต้องยอมรับว่าเกมนี้กลับยิ่งสร้างความเสียหายให้กับทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ หงส์แดงถูกเอฟเวอร์ตันไล่ตามตีเสมอได้ถึงสองครั้งและประตูชัยในนาทีสุดท้ายโดน VAR ปฏิเสธจากการล้ำหน้า แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักเตะที่เป็นหัวใจสำคัญของลิเวอร์พูลอย่างเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ต้องเดินกะเผลกออกนอกสนามหลังจากปะทะกับจอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูของทัพทอฟฟี่สีน้ำเงิน โดยการสแกนในภายหลังพบว่าปราการชาวดัตช์ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้ฉีกขาดจนทำให้เจ้าตัวต้องปิดเทอมไปสำหรับซีซั่นนี้ และที่แย่ยิ่งเข้าไปอีกก็คือติอาโก้ยังมาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าซึ่งจะทำให้เขาถูกต้องพักข้างสนามเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากที่โดนริชาร์ลิซอนเสียบสกัด

 

3. อาการบาดเจ็บที่ผิดปกติของโกเมซทำห้องรักษาตัวล้น

             แม้จะไม่ง่ายนัก แต่ลิเวอร์พูก็สามารถเอาชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ เวสต์แฮม และเสมอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมลีกสามเกมแรกหลังจากไม่มีเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แต่การเบรคทีมชาติในเดือนพฤศจิกายนได้นำมาซึ่งความเจ็บปวดมากขึ้นที่แอนฟิลด์ โดยโจ โกเมซ ได้รับบาดเจ็บที่ผิดปกติขณะฝึกซ้อมด้วยตัวเองที่เซนต์จอร์จ พาร์ค แคมป์เก็บตัวของอังกฤษ และจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของโจเอล มาติป หงส์แดงก็พบว่าทีมของเขาไม่มีตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คตัวจริงให้เลือกใช้งาน ทำได้แต่เพียงเสียดายว่าไม่น่าปล่อยเดยัน ลอฟเรน ไปเซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในช่วงซัมเมอร์นั้นเลย ฟาบินโญ่ เลยต้องมารับบทเซ็นเตอร์แบ็คจำเป็นแทนทำให้ลิเวอร์พูลขาดประสิทธิภาพและความเข้มข้นในแดนกลางเป็นอย่างมากและทำให้พวกเขาบุกไปเสมอกับไบรท์ตันและฟูแล่ม 1-1 อย่างน่าผิดหวังในช่วงก่อนคริสต์มาส การบาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแนวรับ เมื่อดิโอโก้ โชต้า ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าอย่างรุนแรงในแชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมกับมิดทิลแลนด์ ซึ่งตอนนั้นกองหน้าชาวโปรตุกีสอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมและสามารถชดเชยการที่ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ฟอร์มตกด้วยการทำประตูอย่างต่อเนื่องของเขา

 

4. หล่นจ่าฝูงที่เซนต์ แมรี่ส์

             แม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่ลิเวอร์พูลก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของตารางด้วยชัยชนะเหนือท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 2-1 ก่อนที่จะถล่มคริสตัล พาเลซ 7-0 ในช่วงกลางเดือนธันวาคม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงค่อนข้างน่าแปลกใจที่เห็นพวกเขาเสมอกับเวสต์บรอม 1-1 และเสมอกับนิวคาสเซิลแบบไร้สกอร์ ในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ดูเหมือนว่าทีมแชมป์จะหมดความมั่นใจและพวกเขาประสบความพ่ายแพ้ครั้งที่สองของฤดูกาลที่เซาธ์แฮมป์ตันเมื่อต้นเดือนมกราคม เมื่อมองจากที่ว่าพวกเขามี 'สภาพจิตใจดั่งอสูรกาย' ทำให้น่าสงสัยว่าทำไมหงส์แดงถึงไม่สามารถทวงประตูคืนได้หลังจากโดนแดนนี่ อิงส์ ยิงขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 ความพ่ายแพ้ดังกล่าวทำให้พวกเขาหล่นจากจ่าฝูงในตารางลีกและพวกเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

5. เบิร์นลีย์ทลายป้อมปราการแอนฟิลด์

            แม้ว่าฟอร์มการเล่นทีมเยือนของพวกเขาจะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ลิเวอร์พูลก็ยังวางใจได้เสมอในการเก็บแต้มในบ้านเป็นอย่างน้อย แต่เบิร์นลีย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่เมื่อพวกเขาเดินทางมาเยือนแอนฟิลด์ในช่วงปลายเดือนมกราคม หนึ่งในช่วงเวลาแห่งการพลิกล็อคที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดของฤดูกาล จุดโทษในช่วงท้ายเกมของแอชลีย์ บาร์นส์ ได้ยุติสถิติไร้พ่ายในบ้านในเกมลีกของลิเวอร์พูลอยู่ที่ 68 เกม สิ่งที่ตามมาคือฟอร์มและความมั่นใจในบ้านของลิเวอร์พูลที่พังทลายลงโดยสิ้นเชิง โดยที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้แต่เฝ้าดูทีมของเขาพ่ายแพ้อีก 5 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งก็รวมถึงแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-1 ที่อลิสซอน ผู้รักษาประตูระดับโลกก่อความผิดพลาดมหันต์ 2 ครั้ง, แพ้เอฟเวอร์ตัน 2-0 ซึ่งเป็นการมาคว้าชัยชนะครั้งแรกที่แอนฟิลด์ในศตวรรษที่ 21 ของทัพทอฟฟี่สีน้ำเงิน ฟอร์มโดยรวมของลิเวอร์พูลระหว่างต้นเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคมอยู่ที่แพ้ 8 ครั้งจาก 12 เกมในขณะที่พวกเขาร่วงลงไปอยู่อันดับ 8 ของตาราง


6. เดือนมกราคมที่อยู่เฉยๆ

             จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของลิเวอร์พูลในตำแหน่งใจกลางแดนหลังกำลังแสดงให้ทุกคนได้เห็น ดังนั้นคุณอาจคิดว่าการเซ็นสัญญากับเซ็นเตอร์แบ็คทันทีที่ตลาดนักเตะเดือนมกราคมเปิดจะมีความสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม น่าประหลาดใจที่มันต้องใช้เวลาจนถึงวันเดดไลน์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์กว่าที่หงส์แดงจะออกตัว เบน เดวีส์ ย้ายไปเมอร์ซีย์ไซด์จากเปรสตัน นอร์ท เอนด์ และยังไม่ได้ประเดิมสนามให้ลิเวอร์พูลเลยจนครบสามเดือนในวันนี้ ในทางตรงกันข้าม โอซาน คาบัค ได้กลายเป็น 11 ตัวจริงอย่างมั่นคงนับตั้งแต่เขายืมตัวมาจากชาลเก้ โดยที่แข้งชาวเติร์กทำให้ฟาบินโญ่ได้กลับไปเล่นในตำแหน่งกองกลางกลางเพื่อประโยชน์โดยรวมของหงส์แดง แต่พอคาบัคสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ของเขาและกำจัดอาการตื่นสนามในช่วงแรกได้ก็ปรากฏว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นกับฟอร์มที่หายนะอย่างต่อเนื่องของลิเวอร์พูลในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์


7. ผลเสมอทำความหวังท็อปโฟร์เสียหาย

            ลิเวอร์พูลยุติการแพ้ในบ้านด้วยการเฉือนชนะแอสตัน วิลล่า เมื่อเดือนที่แล้ว จากนั้นก็มาชนะวูล์ฟส์และอาร์เซนอลทำให้ชนะ 3 ครั้งจาก 3 เกมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล สิ่งนี้ทำให้พวกเขากลับมาสู่เส้นทางการลุ้นท็อปโฟร์ แต่หลังจากนั้นก็ชะงักอีกครั้งด้วยผลเสมอ 1-1 กับลีดส์และนิวคาสเซิล ในทั้งสองเกมนี้หงส์แดงมาเสียประตูช่วงท้ายเกมทำให้ชวด 3 แต้มและความหวังในการไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนนี้อยู่ที่การแช่งให้ผู้ที่มีคะแนนเหนือพวกเขาทำแต้มหล่นในเกมที่เหลือ เมื่อฤดูกาลนี้ต้องเจอกับการบาดเจ็บครั้งใหญ่หลายครั้งและฟอร์มในบ้านที่หายไป การจบฤดูกาลด้วยท็อปโฟร์จะถือเป็นความสำเร็จของหงส์แดง ซึ่งคงเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงหากย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน