แม้ศึกบุนเดสลีก้าแห่งเมืองเบียร์ "เยอรมัน" ยังไม่ปิดฤดูกาล แต่สำหรับ "ชาลเก้ 04" มันจบลงแล้ว

 ทีมราชันย์สีน้ำเงิน อันเป็นที่มักคุ้นของแฟนบอลชาวไทยต้องตกชั้นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หลังทำผลงานเป็นทีมบ๋วยของตาราง จมปลักอยู่ในอันดับ 18 จาก 18 ทีมในลีกสูงสุด

 ความตกต่ำของทีมที่มีแฟนมากเป็นอันดับสองรองแค่ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นชะตากรรมที่แฟนลูกหนังรับไม่ได้ ในเกมที่บุกไปพ่าย "บีเลเฟลด์" 0-1 ทำให้แฟนบอลโกรธแค้นถึงกับยอมไปเฝ้ารอนักเตะและสต๊าฟฟ์ที่ "เฟลตินส์ อารีน่า" ทันทีที่นักเตะและสต๊าฟเดินทางถึงจึงระบายความคับแค้นใจด้วยการปาไข่เข้าใส่ชุดใหญ่

 รักมากโกรธมากและเสียใจมากล้วนเป็นแรงกดดันที่ทำให้แฟนผู้ภักดีต้องระบายออก เพราะมองว่าความยิ่งใหญ่ถูกทำลายด้วยสปิริตนักเตะที่ไม่ทุ่มเทและความผิดพลาดในการทำงานของสต๊าฟโค้ชและผู้บริหาร

 ความยิ่งใหญ่ของลูกหนังเมืองเบียร์ยุคหลังที่มีแฟนมากเป็นรองแค่ "เสือใต้"บาเยิร์น มิวนิค และ "เสือเหลือง" ดอร์ทมุนด์ ทำให้ "ราชันย์สีน้ำเงิน" ชาลเก้ 04 คือทีมที่มีโอกาสยิ่งใหญ่ไม่น้อยกว่าสองทีมข้างต้น

 เกมในค่ำคืนวันที่ 15 พฤษภาคม จะเป็นนัดสุดท้ายศึกบุนเดสลีก้าที่เล่นในบ้าน "เฟลตินส์ อารีน่า" โดยพบกับ "อินทรีแดงดำ" ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ทีมอันดับ 4 ที่ลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นนัดอำลาที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้กลับมาแข่งขันในลีกสูงสุดอีกเมื่อไหร่

 เป็นการรอคอยที่มองไม่เห็นอนาคต เนื่องเพราะสภาพทีมและสภาพการเงินในปัจจุบันดำดิ่งลงจากที่เคยยืน

 จากทีมผู้ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง "บุนเดสลีก้า" ตลอดเวลาที่ผ่านมา "ชาลเก้ 04" คือแหล่งบ่มเพาะและสร้างผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดีมากมาย หลายคนถูกดึงไปอยู่สร้างสำเร็จกับสโมสรอื่น ในขณะที่ต้นสังกัดเดิมกลับไม่มีผลงาน

                          

                                                                                             เมซุต โอซิล

 สถานการณ์แบบนี้อาจโทษได้ว่า ทำไมสโมสรถึงยอมรับเงินมากกว่าความสำเร็จผลออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น หรืออาจมีข้อสงสัยทำไมไม่ให้นักเตะสร้างความสำเร็จให้สโมสรแล้วเงินก็จะตามมาเอง

 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและผู้ตัดสินใจในช่วงเวลานั้น ที่ผ่านมา "ชาลเก้ 04" เสียนักเตะคุณภาพไปมากมาย หากสำรวจตรวจสอบในช่วงหลัง คือ "มานูเอล นอยเออร์" ผู้รักษาประตูหมายเลข 1 ทีมชาติเยอรมัน ปัจจุบันสร้างตำนานอยู่กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค, เมซุต โอซิล มิดฟิลด์ตัวรุกจอมเทคนิค ที่มาโด่งดังกับ "อาร์เซน่อล" ที่ล่าสุดย้ายไปอยู่ "เฟเนร์บาห์เช่" สโมสรดังในลีกตุรกี, จูเลียน แดรกซ์เลอร์ ที่กำลังล่าความสำเร็จกับ "เปเอสเช" ทีมมหาเศรษฐีของฝรั่งเศส, เลรอย ซาเน ดาวรุ่งทีมชาตินักเตะ "บาเยิร์น มิวนิค" รวมถึง อิลคาย กุนโดกัน ที่กำลังลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี้

  ความจริงหาก "ชาลเก้ 04" มีนักเตะเหล่านี้อยู่ในทีมเชื่อว่าความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

 ความล้มเหลวนี้บอร์ดบริหารของชาลเก้ นำโดยบประธานสโมสร "คลีเมนส์ ทอนนีส์" ต้องสำนึกหลังมานั่งตำแหน่งประธานสโมสรชาลเก้ มาตั้งแต่ปี 2001 แม้มาในช่วง 10 ปีแรก กราฟความสำเร็จพุ่งขึ้น แต่ 10 ปี หลังกลับดำดิ่งด้วยนโยบายขายดาวรุ่งแล้วซื้อนักเตะดัง ตัวอย้่างคือการดึง "ราอูล กอนซาเลซ" เจ้าชายชุดขาวที่ประสบความสำเร็จกับ "รีล มาดริด" แต่มาทำเสียของในชุดน้ำเงิน

 ยุครุ่งเรืองของ "ชาลเก้ 04" ในช่วงหลังที่พอจะจดจำกันได้คือการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาล 1996-1997 ได้แชมป์ "เดเอฟเบ โพคาล" ติดต่อกันในฤดูกาล 2000-2001 และ 2001-2002 และได้รองแชมป์บุนเดิสลีกาในฤดูกาล 2000-2001,2004-2005,2006-2007

 โดยเฉพาะผลงานการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2010/11 ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับ "ผีแดง" แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมของ "เฟอร์กี้" อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนแชมป์ปีนั้นตกเป็นของ "บาร์เซโลน่า"

 แต่ความสำเร็จที่น่าจดจำคือการคว้าแชมป์ถ้วยยุโรป ในฤดูกาล 1996-1997 เพราะเขามีนักเตะก้องโลก "โอลาฟ โธน" อยู่ในทีม

 "โอลาฟ โธน" คือลูกหม้อของ "ชาลเก้ 04" อยู่กับทีมตั้งแต่เยาวชน แม้มีส่วนสูงเพียง 170 แต่ทดแทนด้วยความแข็งแกร่ง คล่องตัวและอัจฉริยะในการเล่น โด่งดังในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ช่วงวัย 18-19 ปี ก้าวขึ้นผู้นำทีมที่นักเตะยอมรับ และก้าวขึ้นสู่ทำเนียบทีมชาติด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว และ เป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์โลก 1990

 จากเดิมตำแหน่งที่เริ่มต้นคือ มิดฟิลด์ตัวรุก แต่ศักยภาพที่มากกว่านั้น เป็นนักเตะเทคนิคเยี่ยม จ่ายบอลแม่น วางบอลยาวได้เฉียบคม คุมเกมรับได้เหนียวแน่น นิ่ง ทางบอลเยี่ยม จนถูกจับมายืนในตำแหน่งลิเบอโร่ 

 "โอลาฟ โธน" ถือเป็นลิเบอโร่คลาสสิคคนสุดท้ายของทีมชาติเยอรมัน โดยแฟนยอมรับให้ "ฟร้านซ์ เบคเคนบาว์" เป็นอันดับหนึ่ง รองมาคือ "เจ้าชาย" แมทเธียส ซามเมอร์ และถือเป็นลิเบอโร่หรือเซนเตอร์แบคที่ตัวเล็กที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลก

 ช่วงท้ายการค้าแข้ง "โอลาฟ โธน" ย้ายไปร่วมทีมกับ "เสือใต้" บาร์เยิร์น มิวนิค แต่เจออาการบาดเจ็บเข้าเล่นงาน ก่อนตัดสินใจแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 30 เศษ ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นทูตให้สโมสร

 หลังสูญเสีย "โอลาฟโธน" ในฐานะนักเตะทีมราชันย์สีน้ำเงินไม่เคยประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์ยุโรป ใกล้เคียงสุดคือการเข้ารอบ 4 ทีมในแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2010/11 

 นับจากนั้นสถานการณ์ของทีมเริ่มดำดิ่ง จากนโยบายขายดาวรุ่งเพื่อหานักเตะมีชื่อของ "คลีเมนส์ ทอนนีส์" ทำให้ทีมจากการลุ้นแชมป์เริ่มถดถอย เพราะการขาดความทุ่มเทของสตาร์ บวกกับการเงินที่เสียไปทั้งจากการเซ็นสัญญาค่าตัวรวมถึงค่าจ้าง ทำให้คลังการเงิน "ชาลเก้ 04" มีแต่ไหลออก

 ในปี 2019 ชาลเก้ 04 มีหนี้สะสมอยู่ถึง 200 ล้านยูโร จำต้องขายนักเตะและไม่มีศักกยภาพที่จะซื้อดาวดัง ขุมกำลังที่มีก็ยังไม่ถึงชั้น แถมไม่มีปัญญาหากุนซือฝีมือดี ทำได้ดีที่สุดคือจ้าง "ดาวิด วากเนอร์" กุนซือที่พาฮัดเดิลฟิลด์ ทาวน์ ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก มาคุมทีม 

 แต่สุดท้ายผลงานก็ตอกย้ำความผิดพลาดในการเริ่มต้นเปิดสนาม ฤดูกาลใหม่โดนบาเยิร์น ถล่ม 8-0 ตามด้วยเบรเมนถล่ม 3-1 รวมเสียไป 11 ประตูจาก 2 นัด ทำให้ชาลเก้ สร้างสถิติเป็นทีมที่ออกสตาร์ทได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา

 "ดาวิด วากเนอร์" ทำทีมไม่ชนะติดต่อกัน 17 เกม จมอยู่ท้ายตาราง จึงถูกไล่ออกและให้ "มานูเอล เบาม์" ทำหน้าที่แทน แต่ก็ถูก "แอร์เบ ไลป์ซิก" เจิมไป 4-0 พูลสวัสดิ์ จมอยู่ก้นตารางคะแนนบุนเดสลีกา แม้จะดึง "ฮูบ สตีเวนส์" เข้ามากอบกู้ และล่าสุดเป็น "คริสเตียน โกรสส์" อดีตกุนซือ "ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์" แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป ไม่มีใครปลุกผี "ชาลเก้ 04" ได้ ในที่สุดก็ต้องตกชั้นในรอบ 30 ปี แม้จะมีเกมเหลืออีก 4 นัด 

 เป็นความเจ็บปวดของแฟนทีม "เคยยิ่งใหญ่" ที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้อีกเมื่อไหร่ !!