ทีม “สิงห์เจ้าท่า”​ การท่าเรือ เอฟซี หลุดจากตำแหน่ง รองจ่าฟูง หลังมีผลงานไม่ชนะใครมา 5 นัดติด ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำแต้มมาเท่ากันที่ 41 คะแนน แต่ด้วยลูกได้เสียที่น้อยกว่า ทำให้หลังจากนี้ไปเส้นทางของ การท่าเรือ จะไม่เหมือนเดิมแล้ว

ศึกลูกหนังลีกสูงสุดของเมืองไทย ดวลแข้งกันไปแล้ว 22 นัด โดยมี "จ่าฟูง" บีจี ปทุมฯ ทำแต้มนำโด่ง และยังรักษาสถิติไม่แพ้ใครมาต่อเนื่อง แต่ทีมที่ผลงานสวนทางกันอย่าง “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ที่ก่อนหน้านี้ร้ังตำแหน่ง รองจ่าฟูง อยู่หลายสัปดาห์ กลับทำผลงานไม่ชนะใครมา 5 นัดติดต่อกัน แถมนัดล่าเพิ่งบุกไปพ่ายทีม “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 1-2 มาเมื่อ 23 ก.พ.64

จากผลงานไม่ดีต่อเนื่อง ทำให้มีกระแสข่าวลือถึง การเปลี่ยนแปลงของทีมอีกครั้งโดยเฉพาะตำแหน่งกุนซือของทีม ที่ต้องยอมรับว่าเป็นตำแหน่งแรกๆ ในสโมสรฟุตบอลที่จะต้องโดนพุ่งเป้าเข้าใส่หากผลงานของทีมออกมาไม่ประทับใจ

หลังเกมนัดที่พ่าย “กิเลนผยอง” ที่ เอสซีจี สเตเดี้ยม หลายคนคิดว่า นั่นอาจจะเป็นนัดสุดท้ายในการคุมทีมของ “โค้ชอู๊ด” สระราวุฒิ ตรีพันธุ์ กุนซือของทีม “สิงห์เจ้าท่า” เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือออกมาอย่างต่อเนื่องว่า นัดนี้คือนัดชี้ชะตาของกุนซือรายนี้ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องสงบ เมื่อทาง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ได้ออกให้ข่าวด้วยตัวเองว่าไม่มีการปลดโค้ชแน่นอน

"ยอมรับว่าเกมเมื่อวาน(23ก.พ.64)ที่ผ่านมาเราสู้ไม่ได้จริงๆ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่พวกเราจะต้องแก้ไข ในฐานะประธานสโมสรเเป้งจะกลับไปคุยกับนักฟุตบอล สตาฟฟ์ และทีมบริหารทุกคน"
"จะแก้ตัวว่าทีมเเข่งถี่จึงทำให้ฟอร์มดร็อปลงก็ไม่ได้ เพราะทีมอื่นแข่งถี่เช่นกัน จะบอกว่าโค้ชดีหรือไม่ดีก็บอกไม่ได้ แต่การปลดโค้ช ณ ขณะนี้ยังไม่ใช่ทางออก เพราะโค้ชคนนี้ก็เคยทำทีมชนะติดต่อกันถึง 10 นัด ทว่าช่วงนี้ก็แพ้เช่นเดียวกัน ซึ่งแป้งจะไม่โทษใครคนใดคนหนึ่ง"
"ขอโทษแฟนบอลท่าเรือทุกคน เกมนัดหน้าเราจะกลับมาสู้ใหม่เพื่อกลับมาโชว์ฟอร์มให้ดีอีกครั้ง"

นั่นคือคำพูดแมนๆ จากผู้หญิงแกร่ง แห่งการท่าเรือ เอฟซี ที่โพสต์ผ่านแฟนเพจของสโมสร 

ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่า ในยุคที่ “สิงห์เจ้าท่า”​ ยังไม่ได้มีประธานสโมสรที่ชื่อว่า “มาดามแป้ง” ทีมการท่าเรือ เอฟซี ที่เป็นทีมระดับตำนานของวงการฟุตบอลไทย ไม่ได้อยู่ในทีมระดับท็อปของลีก โอกาสจะขึ้นมาลุ้นแชมป์ไทยลีก แทบไม่มี

จนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว การกระโดนเข้ามาทำทีมฟุตบอลในระดับลีกสูงสุดของประเทศถือว่าเป็นงานใหม่สำหรับ “มาดามแป้ง”  แถมถูกรับน้องใหม่ในปีแรกด้วยการ ตกชั้น แต่ด้วยความตั้งใจ และเอาจริงเอาจังกับ “สิงห์เจ้าท่า”​สุดท้ายทีมก็สามารถก้าวขึ้นมาลีกสูงสุดอีกครั้ง แถมคว้าแชมป์ฟุตบอล เอฟเอ คัพ มาครองได้อีก ก็นับว่าเป็นการผ่านร้อนผ่านหนาวกับ “ครอบครัวท่าเรือ” มานับไม่ถ้วน

"ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เราผ่านทั้งความสุขและความทุกข์ ดีใจและเสียใจ หัวเราะและร้องไห้ เปรียบเทียบแต่ละเกมส์ ก็เหมือนเราได้อยู่บนเส้นของสวรรค์และนรกพร้อมๆกัน ทั้งหมดทั้งมวลยิ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาทีมฟุตบอลท่าเรือให้เป็นทีมฟุตบอลอาชีพที่มีศักดิ์ศรีและเป็นที่ภาคภูมิใจของแฟนบอล"

มาถึงฤดูกาลนี้ “สิงห์เจ้าท่า” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสโมสรได้อีกครั้ง ด้วยการคว้าโควตาไปเล่นใน ฟุตบอลถ้วยระดับเอเชียอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ได้สำเร็จ แถม “มาดามแป้ง” ยังทุ่มสรรพกำลังทุกด้าน คว้าตัวนักเตะฝีเท้าดีระดับเกรดเอ เข้ามาเสริมทัพอีกมากมาย

ตอนนี้อาจจะไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดของ “สิงห์เจ้าท่า” เพราะการไร้ชัยชนะในเวทีต่อสู้ติดต่อกัน ย่อมบันทอนจิตใจนักสู้ แต่ในเมื่อ แม่ทัพใหญ่ของ “สิงห์เจ้าท่า”​ ออกมาประกาศ ขอสู้ไม่ถอย นั่นย่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า หลังจากนี้ไปทีมจะหยุดอยู่กับที่ เล่นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ที่สำคัญศึกไทยลีก ยังไม่จบฤดูกาล นับจากนี้ไป 8 นัดที่เหลือ ทีมไหนเจอ การท่าเรือ เอฟซี ต้องเจอศึกหนักแน่นอน

กำลังใจคือสิ่งสำคัญของ “สิงห์เจ้าท่า” ซึ่งเชื่อว่า ศรัทธาของแฟนบอล “ครอบครัวท่าเรือ” ไม่ปล่อยให้ ทีมสโมสรที่เขารักโดดเดียวแน่นอน นัดต่อไปทีมที่งานเข้าอย่างจังที่ต้องมาเจอกับ การท่าเรือ ก็คือ ระยอง เอฟซี ทีมบ๊วยของตารางนั่นเอง แหม! โชคดีจริงๆ